<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>iCar Free Online Magazine &#187; Concept Car</title>
	<atom:link href="http://www.icarmagazine.com/category/concept-car/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.icarmagazine.com</link>
	<description>Free Car Magazine Online - นิตยสาร รถยนต์ ออนไลน์ ฟรี! ที่รวบรวมข้อมูลเรื่อง ยานยนต์ และ สาระอื่นๆที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไว้อย่างหลากหลาย</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Dec 2011 17:12:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>Mitsubishi i MiEV Sport ขุมพลังไฟฟ้า</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/07/12/2010/mitsubishi-i-miev-sport-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/07/12/2010/mitsubishi-i-miev-sport-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Dec 2010 13:47:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[i MiEV Sport]]></category>
		<category><![CDATA[Mitsubishi]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมพลังไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลทางเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[มิตซูบิชิ]]></category>
		<category><![CDATA[ยนตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ไอมีฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=256</guid>
		<description><![CDATA[Mitsubishi i MiEV Sport นับเป็นสุดยอดเทคโนโลยียนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าจากมิตซูบิชิโดยมีพื้นฐานจากมิตซูบิชิ ไอมีฟ (i MiEV) โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจากมอเตอร์โดยตรงภายในล้อ (S-AWC : Super All Wheel Control) ทำให้ได้มาซึ่งสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเยี่ยม การออกแบบ “ i MiEV Sport” มาพร้อมการออกแบบภายนอกสไตล์ฟาสต์แบ็กช่วยให้รถดูปราดเปรียวมากขึ้น พร้อมตัวถังสีเขียวสว่างประกายมุกเชื่อมโยงกับธรรมชาติพร้อมส่งประกายเมื่อมีแสงส่องกระทบจึงให้ความรู้สึกล้ำสมัยสะท้อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในขณะที่การออกแบบภายในที่เรียบง่ายให้ความรู้สึกสบายเสมือนนั่งอยู่ในบ้าน พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุเมทัลลิกสะท้อนความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตได้เป็นอย่างดี พร้อมไฟในห้องโดยสารแบบ LED สีน้ำเงินสะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติ ล้ำสมัย รูปร่าง “i MiEV Sport” ใช้โครงสร้างการวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังเช่นเดียวกับมิตซูบิชิ ไอมีฟ ด้วยระยะฐานล้อที่กว้างขึ้นช่วยให้สามารถติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประสิทธิภาพสูงไว้ในส่วนล่างของตัวรถ ส่วนมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ติดตั้งอยู่ด้านล่างที่ใส่สัมภาระ ซึ่งจากการวางโครงสร้างดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้สามารถกระจายน้ำหนักของตัวรถทำให้รถมีการทรงตัวที่เป็นเยี่ยมแล้วยังมีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถนะและช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร โครงสร้างตัวถัง มิตซูบิชิ i MiEV Sport มาพร้อมโครงสร้างตัวถังขึ้นรูปแบบสเปซ เฟรม โดยใช้อลูมิเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และทนทานเป็นวัสดุหลัก ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาช่วยเพิ่มสมรรถนะให้กับตัวรถ และมีการออกแบบโครงสร้างที่ดีทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และส่วนอื่นๆ ช่วยให้มีความปลอดภัยเป็นเยี่ยมจากการสามารถลดแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-1.jpg" alt="" /></p>
<p>Mitsubishi i MiEV Sport  นับเป็นสุดยอดเทคโนโลยียนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าจากมิตซูบิชิโดยมีพื้นฐานจากมิตซูบิชิ ไอมีฟ (i MiEV)  โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจากมอเตอร์โดยตรงภายในล้อ  (S-AWC : Super All Wheel Control)  ทำให้ได้มาซึ่งสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเยี่ยม</p>
<p><strong>การออกแบบ</strong><br />
“ i MiEV Sport” มาพร้อมการออกแบบภายนอกสไตล์ฟาสต์แบ็กช่วยให้รถดูปราดเปรียวมากขึ้น พร้อมตัวถังสีเขียวสว่างประกายมุกเชื่อมโยงกับธรรมชาติพร้อมส่งประกายเมื่อมีแสงส่องกระทบจึงให้ความรู้สึกล้ำสมัยสะท้อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในขณะที่การออกแบบภายในที่เรียบง่ายให้ความรู้สึกสบายเสมือนนั่งอยู่ในบ้าน พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุเมทัลลิกสะท้อนความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตได้เป็นอย่างดี พร้อมไฟในห้องโดยสารแบบ LED สีน้ำเงินสะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติ ล้ำสมัย</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-2.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>รูปร่าง</strong><br />
“i MiEV Sport” ใช้โครงสร้างการวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังเช่นเดียวกับมิตซูบิชิ ไอมีฟ ด้วยระยะฐานล้อที่กว้างขึ้นช่วยให้สามารถติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประสิทธิภาพสูงไว้ในส่วนล่างของตัวรถ ส่วนมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ติดตั้งอยู่ด้านล่างที่ใส่สัมภาระ  ซึ่งจากการวางโครงสร้างดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้สามารถกระจายน้ำหนักของตัวรถทำให้รถมีการทรงตัวที่เป็นเยี่ยมแล้วยังมีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถนะและช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร</p>
<p><strong>โครงสร้างตัวถัง</strong><br />
มิตซูบิชิ  i MiEV Sport มาพร้อมโครงสร้างตัวถังขึ้นรูปแบบสเปซ เฟรม โดยใช้อลูมิเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และทนทานเป็นวัสดุหลัก ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาช่วยเพิ่มสมรรถนะให้กับตัวรถ  และมีการออกแบบโครงสร้างที่ดีทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และส่วนอื่นๆ ช่วยให้มีความปลอดภัยเป็นเยี่ยมจากการสามารถลดแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการชนจากด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านข้าง  ในกรณีที่ชนจากด้านหลังจะมีชุดอุปกรณ์ไฟฟ้า (EV components) ซึ่งอยู่ใต้เบาะหลัง รวมทั้งพื้นรถด้านหลังจะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกช่วยให้ห้องโดยสารสามารถคงรูปป้องกันความสียหายในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังประกอบกับตัวถังแบบ RISE Body  ทำให้ปลอดภัยจากการชนรอบทิศทาง  แม้จะเป็นการชนกับรถที่มีขนาดและน้ำหนักที่แตกต่างกันก็ตาม</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-Interior-1.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ระบบขับเคลื่อน  (S-AWC)</strong><br />
มิตซูบิชิ   i MiEV Sport  ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแม่เหล็กถาวร 3 ตัว โดยสองตัวแรกติดตั้งภายในล้อคู่หน้า  ในขณะที่สองล้อหลังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เดี่ยวซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้ใน i-MiEV โดยทั้งหมดจะทำงานร่วมกันภายใต้การขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ หรือ E-4WD และยังมีการติดตั้งระบบ E-AYC (Electric Active Yaw Control) เพื่อช่วยในการควบคุมการกระจายแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังสู่ล้อหลังซ้ายและขวาอย่างได้สมดุลและสอดคล้องกับสภาพเส้นทางและการขับ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการติดตั้งระบบ ABS และ ASC  ซึ่งควบคุมการขับขี่อย่างอิสระจึงทำให้เบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาพการขับขี่พร้อมเสถียรภาพในการขับเคลื่อนสูงสุด</p>
<p><strong>เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม</strong><br />
มิตซูบิชิ i MiEV Sport มาพร้อมเทคโนโลยีที่ให้ความประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นเยี่ยมจากการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคารถ   ชุดพัดลมกำเนิดพลังงานกำลังไฟฟ้าภายในกระจังหน้า  การเปลี่ยนแปลงการทำงานของเบรกให้สามารถเรียกคืนพลังงานเมื่อรถช้าลง  พร้อมการติดตั้งหลอดไฟประหยัดพลังงาน LEDs  ทั้งในไฟหลังและภายในห้องโดยสาร  และระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพจากการใช้กระจกที่ดูดซับความร้อน  ยิ่งไปกว่านั้นการใช้พลาสติกเขียว ( Green Plastic) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของมิตซูบิชิมาใช้เป็นวัสดุตกแต่งภายใน ทำให้ได้รับการยอมรับในเรื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเยี่ยม</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-3.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ข้อมูลทางเทคนิค</strong><br />
ความยาวตลอดคัน:	3,450 [มม.]<br />
ความกว้างตลอดคัน:	1,600 [มม.]<br />
ความสูง:	1,400 [มม.]<br />
ระยะฐานล้อ:	2,550 [มม.]<br />
Track (F/R):	1,405/1,405 [มม.]<br />
ที่นั่ง:	2 + 2<br />
มอเตอร์:	Permanent magnetic synchronous motors<br />
ล้อหน้า: In-wheel motors<br />
ล้อหลัง: Single motor<br />
กำลังสูงสุด:	ล้อหน้า: 20kW 2; ล้อหลัง: 47kW<br />
แรงบิดสูงสุด:	ล้อหน้า: 250 Nm 2; ล้อหลัง: 180 Nm<br />
ความเร็วสูงสุด:	180km/h<br />
Range (10-15 Mode):	200km<br />
ยาง:	175/40R17</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-Interior-2.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/07/12/2010/mitsubishi-i-miev-sport-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pininifarina BO Concept จากต้นแบบสู่การผลิตจริง</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/07/02/2009/pininifarina-bo-concept-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/07/02/2009/pininifarina-bo-concept-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Feb 2009 11:46:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[BO Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Lithium-Metal-Polymer]]></category>
		<category><![CDATA[Pininifarina]]></category>
		<category><![CDATA[พินินฟารินา]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์โชว์]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์พลังไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[แฮทช์แบ็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[เคยมีข่าวว่าอีก 2 ปีข้างหน้า พินินฟารินาสนใจที่จะกระโดดเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ด้วยการผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองออกมาขาย ซึ่งข่าวนี้ได้รับการยืนยันว่ามีความเป็นไปได้เกือบ 100% หลังจากที่สำนักออกแบบชื่อดังของอิตาลีจัดการเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบทรงกะทัดรัดรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ BO ออกมาในงานปารีส มอเตอร์โชว์ 2008 BO เป็นผลผลิตที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างพินินฟารินากับ Ballore Group ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สัญชาติฝรั่งเศสในการพัฒนาต้นแบบคันนี้ขึ้นมา พร้อมกับรูปทรงในแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตูที่มีความกะทัดรัด เหมาะสำหรับคนเมืองในยุคหน้า โปรเจ็กต์นี้ต่างคนต่างแยกหน้าที่ในการทำงาน โดยพินินฟารินารับหน้าที่ในการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกและภายในทั้งหมด ซึ่งตัวรถมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ดูสะดุดตา พร้อมกับเน้นตัวถังให้สามารถรองรับกับประโยชน์ใช้สอยของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ทาง Ballore พัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า LMP หรือ Lithium-Metal-Polymer ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้าจากไฟบ้านโดยใช้เวลาไม่นานแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็เต็มลูกแล้ว และสามารถแล่นทำระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้งอยู่ที่ 241 กิโลเมตร Ballore เผยว่าแบตเตอรี่ประเภทนี้มีความทนทานในการใช้งาน และผ่านการทดสอบมามากกว่า 200,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีขนาดกะทัดรัดแต่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่ากับแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไออนทั่วไป โดยจาดความกะทัดรัดนี้สามารถวางแผงแบตเตอรี่เอาไว้ที่ด้านใต้ของเบาะนั่งได้โดยที่ไม่กินพื้นที่ภายในห้องโดยสารมากนัก ตัวต้นแบบสามารถขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะที่ไม่ถึงกับหวือหวา แต่ก็เหมาะสมกับการใช้งานในเมือง ด้วยอัตราเร่งจาก 0-60 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 6.3 วินาที และความเร็วสูงสุดถูกล็อกเอาไว้ที่ 80 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 130 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img10.imageshack.us/img10/457/pininifarinabo1gw3.jpg" alt="" /></p>
<p>เคยมีข่าวว่าอีก 2 ปีข้างหน้า พินินฟารินาสนใจที่จะกระโดดเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ด้วยการผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองออกมาขาย ซึ่งข่าวนี้ได้รับการยืนยันว่ามีความเป็นไปได้เกือบ 100% หลังจากที่สำนักออกแบบชื่อดังของอิตาลีจัดการเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบทรงกะทัดรัดรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ BO ออกมาในงานปารีส มอเตอร์โชว์ 2008</p>
<p> BO เป็นผลผลิตที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างพินินฟารินากับ Ballore Group ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สัญชาติฝรั่งเศสในการพัฒนาต้นแบบคันนี้ขึ้นมา พร้อมกับรูปทรงในแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตูที่มีความกะทัดรัด เหมาะสำหรับคนเมืองในยุคหน้า</p>
<p><img src="http://img9.imageshack.us/img9/9113/pininifarinabo2hh2.jpg" alt="" /></p>
<p> โปรเจ็กต์นี้ต่างคนต่างแยกหน้าที่ในการทำงาน โดยพินินฟารินารับหน้าที่ในการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกและภายในทั้งหมด ซึ่งตัวรถมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ดูสะดุดตา พร้อมกับเน้นตัวถังให้สามารถรองรับกับประโยชน์ใช้สอยของลูกค้าได้อย่างเต็มที่</p>
<p>ขณะที่ทาง Ballore พัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า LMP หรือ Lithium-Metal-Polymer ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้าจากไฟบ้านโดยใช้เวลาไม่นานแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็เต็มลูกแล้ว และสามารถแล่นทำระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้งอยู่ที่ 241 กิโลเมตร</p>
<p><img src="http://img18.imageshack.us/img18/5651/pininifarinabo3bj1.jpg" alt="" /></p>
<p>Ballore เผยว่าแบตเตอรี่ประเภทนี้มีความทนทานในการใช้งาน และผ่านการทดสอบมามากกว่า 200,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีขนาดกะทัดรัดแต่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่ากับแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไออนทั่วไป โดยจาดความกะทัดรัดนี้สามารถวางแผงแบตเตอรี่เอาไว้ที่ด้านใต้ของเบาะนั่งได้โดยที่ไม่กินพื้นที่ภายในห้องโดยสารมากนัก</p>
<p>ตัวต้นแบบสามารถขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะที่ไม่ถึงกับหวือหวา แต่ก็เหมาะสมกับการใช้งานในเมือง ด้วยอัตราเร่งจาก 0-60 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 6.3 วินาที และความเร็วสูงสุดถูกล็อกเอาไว้ที่ 80 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับรถยนต์พลังไฟฟ้าที่เน้นการขับขี่ในเมืองเป็นหลัก</p>
<p><img src="http://img18.imageshack.us/img18/227/pininifarinabo5jw5.jpg" alt="" /></p>
<p>ในเรื่องของการเก็บกระแสไฟฟ้าของต้นแบบคันนี้ นอกจากแบตเตอรี่แบบ LMP แล้ว ก็ยังมีตัวเก็บประจุแบบพิเศษที่เรียกว่า Super Capacitor ซึ่งจะทำหน้าที่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าที่มาจากการแปรรูปของพลังงานที่เกิดขึ้นในระหว่างการเบรกหรือถอนคันเร่ง อีกทั้งแหล่งพลังงานอีกแหล่งของตัวรถก็มาจากแสงอาทิตย์ เพราะว่าบนฝากระโปรงหน้าและหลังคามีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เอาไว้ด้วย</p>
<p>เมื่อถึงเวลาลงสู่ตลาดจริงคาดว่าหน้าตาของ BO คงจะมีการเปลี่ยนแปลงหน่อย เพราะรายละเอียดจะต้องมีการปรับเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง ส่วนการเปิดตัวคันจริงที่จะวางขายข่าวระบุว่ามีขึ้นในกลางปีหน้า และขึ้นไลน์ผลิตที่โรงงานในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี เพื่อเริ่มทำตลาดในช่วงปลายปี 2009 ส่วนการผลิตแบตเตอรี่และตัวเก็บประจุจะเป็นหน้าที่ของ Ballore ซึ่งมีโรงงานอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และแคนาดา</p>
<p><img src="http://img13.imageshack.us/img13/3079/pininifarinabo4ar0.jpg" alt="" /></p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152795">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/07/02/2009/pininifarina-bo-concept-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Nissan NV2500 Concept : รถอเนกประสงค์ต้นแบบ</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/12/01/2009/nissan-nv2500-concept-%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/12/01/2009/nissan-nv2500-concept-%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Jan 2009 17:22:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Light Commercial Van]]></category>
		<category><![CDATA[Nissan]]></category>
		<category><![CDATA[NV2500]]></category>
		<category><![CDATA[นิสสัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปิกอัพ]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์โชว์]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[รถอเนกประสงค์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[นิสสันเผยความล้ำหน้าของงานออกแบบที่ดัดแปลงรถยนต์ในประเภท LCV หรือ Light Commercial Van ซึ่งเกิดมาเพื่อการใช้งานบรรทุกทั้งคนหรือสัมภาระมาสู่ความโดดเด่นในด้านการดัดแปลงเพื่อนำไปใช้งานภาคสนามได้อย่างหลากหลาย ด้วยการเปิดตัว NV2500 Concept ต้นแบบแห่งความอเนกประสงค์ที่เตรียมเปิดตัวคันจริงในงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2009 เดือนมกราคมนี้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ผลผลิตแรกของนิสสันจากแนวคิดนี้ เพราะถ้ายังจำกันได้ในโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2007 นิสสันเคยเปิดตัวต้นแบบที่มีสไตล์ตัวถังและการใช้งานในลักษณะนี้มาแล้วในชื่อ NV200 Concept LCV ถือเป็นรถตู้อเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปในการนำไปใช้เป็นพาหนะสำหรับการบรรทุกรับส่งของหรือคนในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะแตกต่างจากบ้านเราที่นิยมใช้ปิกอัพมากกว่า โดยแม้จะมีพื้นที่ในการบรรทุกน้อยกว่าปิกอัพ แต่ด้วยตัวถังที่ปิดทึบทำให้มีความสะดวกในเรื่องการใช้งานที่ถูกกฎหมายมากกว่าปิกอัพแบบเปิดโล่งทางด้านหลัง การพัฒนามีขึ้นบนพื้นตัวถังรุ่น F-Alpha ของนิสสันซึ่งในตอนนี้ใช้อยู่ในการพัฒนาปิกอัพแบบ Full-Size อย่างไตตันที่ขายอยู่ในอเมริกาเหนือด้วยรูปแบบของรถตู้ที่มีงานดีไซน์ที่สุดล้ำ และด้านท้ายถูกดัดแปลงพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระให้กลายมาเป็นออฟฟิศเคลื่อนที่ โดยที่ขนาดตัวถังมาพร้อมกับความยาว 5,850 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อที่ยาวถึง 3,749 มิลลิเมตร โปรเจ็กต์การทำงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างนิสสันกับ Habitat และตัวต้นแบบคันนี้จริงๆ แล้วถูกดัดแปลงด้านท้ายให้ใช้เป็นออฟฟิศเคลื่อนที่สำหรับไซต์งานก่อสร้างต่างๆ โดยมีการแปะป้าย Humanity O เพื่อแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของที่อยู่อาศัย ภายในพื้นที่ส่วนท้ายถูกออกแบบให้เป็นแบบไร้กำแพงกั้น หรือ Wall-Less และมีการจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยอย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพทั้งโต๊ะคอมพิวเตอร์ หรือโต๊ประชุมแบบพับเก็บได้ พรินเตอร์แบบ Blue-Print แบบติดตั้งรวมชุดอยู่ที่ผนังของห้องโดยสาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img397.imageshack.us/img397/7038/nissannv2500concept1bo1.jpg" alt="" /></p>
<p>นิสสันเผยความล้ำหน้าของงานออกแบบที่ดัดแปลงรถยนต์ในประเภท LCV หรือ Light Commercial Van ซึ่งเกิดมาเพื่อการใช้งานบรรทุกทั้งคนหรือสัมภาระมาสู่ความโดดเด่นในด้านการดัดแปลงเพื่อนำไปใช้งานภาคสนามได้อย่างหลากหลาย ด้วยการเปิดตัว NV2500 Concept ต้นแบบแห่งความอเนกประสงค์ที่เตรียมเปิดตัวคันจริงในงานดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2009 เดือนมกราคมนี้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ผลผลิตแรกของนิสสันจากแนวคิดนี้ เพราะถ้ายังจำกันได้ในโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2007 นิสสันเคยเปิดตัวต้นแบบที่มีสไตล์ตัวถังและการใช้งานในลักษณะนี้มาแล้วในชื่อ NV200 Concept</p>
<p>       LCV ถือเป็นรถตู้อเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุโรปในการนำไปใช้เป็นพาหนะสำหรับการบรรทุกรับส่งของหรือคนในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะแตกต่างจากบ้านเราที่นิยมใช้ปิกอัพมากกว่า โดยแม้จะมีพื้นที่ในการบรรทุกน้อยกว่าปิกอัพ แต่ด้วยตัวถังที่ปิดทึบทำให้มีความสะดวกในเรื่องการใช้งานที่ถูกกฎหมายมากกว่าปิกอัพแบบเปิดโล่งทางด้านหลัง</p>
<p><img src="http://img530.imageshack.us/img530/4196/nissannv2500concept2dy4.jpg" alt="" /></p>
<p> การพัฒนามีขึ้นบนพื้นตัวถังรุ่น F-Alpha ของนิสสันซึ่งในตอนนี้ใช้อยู่ในการพัฒนาปิกอัพแบบ Full-Size อย่างไตตันที่ขายอยู่ในอเมริกาเหนือด้วยรูปแบบของรถตู้ที่มีงานดีไซน์ที่สุดล้ำ และด้านท้ายถูกดัดแปลงพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระให้กลายมาเป็นออฟฟิศเคลื่อนที่ โดยที่ขนาดตัวถังมาพร้อมกับความยาว 5,850 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อที่ยาวถึง 3,749 มิลลิเมตร</p>
<p> โปรเจ็กต์การทำงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างนิสสันกับ Habitat และตัวต้นแบบคันนี้จริงๆ แล้วถูกดัดแปลงด้านท้ายให้ใช้เป็นออฟฟิศเคลื่อนที่สำหรับไซต์งานก่อสร้างต่างๆ โดยมีการแปะป้าย Humanity O เพื่อแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของที่อยู่อาศัย</p>
<p>  ภายในพื้นที่ส่วนท้ายถูกออกแบบให้เป็นแบบไร้กำแพงกั้น หรือ Wall-Less และมีการจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยอย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพทั้งโต๊ะคอมพิวเตอร์ หรือโต๊ประชุมแบบพับเก็บได้ พรินเตอร์แบบ Blue-Print แบบติดตั้งรวมชุดอยู่ที่ผนังของห้องโดยสาร</p>
<p><img src="http://img407.imageshack.us/img407/6020/nissannv2500concept4pf8.jpg" alt="" /></p>
<p>รวมถึงที่เก็บเครื่องมือต่างๆ และด้วยความสูงของพื้นที่ในส่วนทำงานซึ่งถูกออกแบบให้อยู่ในระดับ 6 ฟุต หรือ 180 เซ็นติเมตร ทำให้ฝรั่งตัวโตๆ ที่ต้องอยู่ในส่วนนี้ ไม่ต้องทนเมื่อยคอเพราะก้มหัวในระหว่างทำงานตลอดเวลา อีกทั้งบนแผ่นหลังคายังติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์สำหรับรับแสดงแดดในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในออฟฟิศขนาดย่อมในระหว่างที่จอดรถอยู่ตามไซต์งาน</p>
<p>การที่นิสสันเลือกนำต้นแบบรุ่นนี้มาเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาก็มีนัยยะแฝงเอาไว้ เพราะต้องการเปิดตลาดใหม่ในกลุ่ม CV หรือ Commercial Vehicle ให้กับเมืองลุงแซมด้วยการนำรถยนต์อเนกประสงค์รูปแบบใหม่มาเปิดตัวเหมือนกับที่ฟอร์ดประสบความสำเร็จในการนำรถตู้รุ่นเล็กอย่าง Connect มาเปิดตลาดที่นี่เมื่อปี 2008 และได้รับความนิยมพอสมควร</p>
<p><img src="http://img57.imageshack.us/img57/8589/nissannv2500concept3bg0.jpg" alt="" /></p>
<p>       อนึ่งนิสสันทุ่มเงินกว่า 118 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 4,130 ล้านบาทในการดัดแปลงไลน์ผลิตของโรงงานแคนตัน มลรัฐมิสซิสซิปปี้ เพื่อการประกอบรถยนต์สไตล์นี้สำหรับขายในปี 2010</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152140">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/12/01/2009/nissan-nv2500-concept-%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Concept GT by CITROËN ฉีกทุกความสปอร์ต</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/concept-gt-by-citroen-%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/concept-gt-by-citroen-%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Dec 2008 14:21:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[CITROËN]]></category>
		<category><![CDATA[Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Fuel Cell]]></category>
		<category><![CDATA[Gran Turismo]]></category>
		<category><![CDATA[GT]]></category>
		<category><![CDATA[ซีตรอง]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์คาร์]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์โชว์]]></category>
		<category><![CDATA[รถสปอร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[เซลล์เชื้อเพลิง]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮโดรเจน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[ดูเหมือนว่าที่ผ่านมา ซีตรองจะไม่ค่อยสร้างชื่อหรือสร้างภาพในด้านความสปอร์ตสักเท่าไร เพราะถ้าดูจากต้นแบบที่เปิดตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่าแทบไม่มีรถสปอร์ตเลย และถ้ายิ่งเป็นพวกสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในสไตล์ซูเปอร์คาร์นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้น เมื่อแบรนด์ดังสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้เปิดตัวต้นแบบที่ชื่อ GT ออกมาในงานปารีส มอเตอร์โชว์ 2008 เมื่อต้นเดือนตุลาคม ย่อมสร้างความฮือฮาและความแปลกใจให้กับบรรดาแฟนๆ ของค่ายนี้ ความจริงแล้วนี่จะเรียกว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ซีตรองดำเนินงานเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะว่านี่คือ ผลผลิตที่เกิดจากความร่วมมือกับทาง Polyphony Digital Inc. ผู้ผลิตเกมชื่อดังอย่าง GT หรือ Gran Turismo ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากคอเกมทั่วโลก นับจากเปิดตัวภาคแรกในเครื่องเกมคอนโซลอย่างเพลย์สเตชัน 1 จนกระทั่งถึงภาคล่าสุดซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ 5 สำหรับเครื่องเพลย์สเตชัน 3 คาซาโนริ ยามาอูชิ ประธานของ Polyphony Digital Inc. กล่าวว่า ‘ต้นแบบรุ่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า โลกเสมือนจริงในเกมและโลกแห่งความเป็นจริงสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว และการที่ได้เห็นภาพร่างของGTbyCITROËN ครั้งแรกในสตูดิโอของเรา ถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมากเพราะว่านี่คือรถสปอร์ตในฝันที่สวยสะดุดตา และยิ่งยอดเยี่ยมมากขึ้นไปอีก เมื่อเราทราบว่าทางซีตรองจัดการนำสปอร์ตรุ่นนี้พัฒนาขึ้นมาเป็นคันจริง เพราะตามปกติแล้ว ผลงานของเรามักจะอยู่ในโลกดิจิตอลเท่านั้น’ รถสปอร์ตรุ่นนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ในเกม GT5 ซึ่งทาง Polyphony Digital Inc. ออกแบบขึ้นมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img237.imageshack.us/img237/3355/gtbycitron1lq7.jpg" alt="" /></p>
<p>ดูเหมือนว่าที่ผ่านมา ซีตรองจะไม่ค่อยสร้างชื่อหรือสร้างภาพในด้านความสปอร์ตสักเท่าไร เพราะถ้าดูจากต้นแบบที่เปิดตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่าแทบไม่มีรถสปอร์ตเลย และถ้ายิ่งเป็นพวกสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในสไตล์ซูเปอร์คาร์นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง</p>
<p>ดังนั้น เมื่อแบรนด์ดังสัญชาติฝรั่งเศสรายนี้เปิดตัวต้นแบบที่ชื่อ GT ออกมาในงานปารีส มอเตอร์โชว์ 2008 เมื่อต้นเดือนตุลาคม ย่อมสร้างความฮือฮาและความแปลกใจให้กับบรรดาแฟนๆ ของค่ายนี้</p>
<p><img src="http://img237.imageshack.us/img237/2248/gtbycitron2mh2.jpg" alt="" /></p>
<p> ความจริงแล้วนี่จะเรียกว่าเป็นโปรเจ็กต์ที่ซีตรองดำเนินงานเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะว่านี่คือ ผลผลิตที่เกิดจากความร่วมมือกับทาง Polyphony Digital Inc. ผู้ผลิตเกมชื่อดังอย่าง GT หรือ Gran Turismo ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากคอเกมทั่วโลก นับจากเปิดตัวภาคแรกในเครื่องเกมคอนโซลอย่างเพลย์สเตชัน 1 จนกระทั่งถึงภาคล่าสุดซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ 5 สำหรับเครื่องเพลย์สเตชัน 3</p>
<p> คาซาโนริ ยามาอูชิ ประธานของ Polyphony Digital Inc. กล่าวว่า ‘ต้นแบบรุ่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า โลกเสมือนจริงในเกมและโลกแห่งความเป็นจริงสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว และการที่ได้เห็นภาพร่างของGTbyCITROËN ครั้งแรกในสตูดิโอของเรา ถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมากเพราะว่านี่คือรถสปอร์ตในฝันที่สวยสะดุดตา และยิ่งยอดเยี่ยมมากขึ้นไปอีก เมื่อเราทราบว่าทางซีตรองจัดการนำสปอร์ตรุ่นนี้พัฒนาขึ้นมาเป็นคันจริง เพราะตามปกติแล้ว ผลงานของเรามักจะอยู่ในโลกดิจิตอลเท่านั้น’</p>
<p><img src="http://img409.imageshack.us/img409/9020/gtbycitron4vl5.jpg" alt="" /></p>
<p>รถสปอร์ตรุ่นนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ในเกม GT5 ซึ่งทาง Polyphony Digital Inc. ออกแบบขึ้นมา ก่อนที่ทางซีตรองจะเข้ามามีส่วนรวมในการสานฝันให้กลายเป็นจริง ด้วยรถสปอร์ตในสไตล์ GT ที่สุดโฉบเฉี่ยวซึ่งมีความยาวตัวถังเกือบๆ 5 เมตร พร้อมประตูเปิดขึ้นแบบปีกนก</p>
<p>       แน่นอนว่านี่คือจุดรวมของสุดยอดงานออกแบบเพราะนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกจะสวยเร้าใจในทุกมุมมองพร้อมกับการใช้ล้อแม็กขนาด 21 นิ้วแล้ว ภายในห้องโดยสารยังดูโฉบเฉี่ยวและล้ำสมัยอย่างมาก โดยเฉพาะพวงมาลัยที่ติดตั้งหลอด LED ในการแสดงผลการทำงานของรอบเครื่องยนต์เหมือนกับรถแข่ง F1 ขณะที่แผงหน้าปัดออกแบบให้โค้งและดูล้ำสมัยสมกับเป็นสปอร์ตยุคหน้าอย่างแท้จริง</p>
<p><img src="http://img503.imageshack.us/img503/3937/gtbycitron3if5.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวรถได้รับการพัฒนาบนโครงสร้างตัวถังสุดล้ำสมัย และสวนทางกับขุมพลังที่วางอยู่ใต้ฝากระโปรงอย่างแท้จริง เพราะว่าซีตรองเน้นความเร้าใจในแบบปลอดมลพิษสมกับเป็นรถสปอร์ตแห่งอนาคตด้วยการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าที่รับกระแสไฟฟ้าจากเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ซึ่งใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง</p>
<p>       สวยล้ำสมัยขนาดนี้ คงเป็นเรื่องยากที่จะขึ้นไลน์ผลิต แต่ถ้าใครอยากจะขับจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะว่ารถสปอร์ตรุ่นนี้ถูกบรรจุเอาไว้ในเกม GT5 ด้วย</p>
<p><img src="http://img237.imageshack.us/img237/2617/gtbycitron5vo5.jpg" alt="" /></p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000123021">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/concept-gt-by-citroen-%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Toyota Camry Hybrid CNG ไม่ต้องง้อน้ำมันอีกต่อไป</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/toyota-camry-hybrid-cng-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/toyota-camry-hybrid-cng-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Dec 2008 13:59:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[Bi-Fuel]]></category>
		<category><![CDATA[Camry]]></category>
		<category><![CDATA[CNG]]></category>
		<category><![CDATA[E85]]></category>
		<category><![CDATA[Hybrid]]></category>
		<category><![CDATA[toyota]]></category>
		<category><![CDATA[ก๊าซธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[คัมรี่]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[โตโยต้า]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮบริด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=52</guid>
		<description><![CDATA[นอกจากการใช้น้ำมันเบนซินแบบปกติแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายต่างพยายามพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปภายในให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการใช้พลังงานแบบอื่นๆ เช่น น้ำมันดีเซล ไปจนถึงแก๊สโซฮอล์แบบ E85 แต่นั่นยังดูธรรมดาเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตใหม่ล่าสุดของโตโยต้าซึ่งจัดการนำระบบก๊าซธรรมชาติอัดหรือ CNG มาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการขับเคลื่อนในรถยนต์ไฮบริด ผลผลิตนี้ถูกเปิดตัวออกมาในแอลเอ มอเตอร์โชว์ 2008 เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เพราะว่าเป็นการนำโตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด รถยนต์ขนาดกลางยอดนิยมในตลาดสหรัฐอเมริกาและมีข่าวว่าจะขึ้นไลน์ผลิตในบ้านเราช่วงปีหน้า มาดัดแปลงในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเมินน้ำมันเบนซินและหันมาใช้ก๊าซ CNG เป็นเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนแทน โตโยต้าเคยเปิดเผยโปรเจ็กต์นี้ออกมาที่งานสัมมนา Sustainable Mobility Seminar โดยเอิร์ฟ มิลเลอร์ รองประธานกลุ่มบริษัท โตโยต้า กล่าวว่า โตโยต้าพยายามหาทางออกในการนำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าในอเมริกาเหนือ และการนำเครื่องยนต์สันดาปภายในของระบบไฮบริดมาจับคู่กับก๊าซธรรมชาติถือเป็นอีกทางออกทางด้านวิกฤตพลังงานที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และตัวจริงของจริงที่เปิดตัวในแอลเอ มอเตอร์โชว์คือสิ่งที่ยืนยันถึงการเอาจริงของโตโยต้า ซึ่งแม้ว่าตอนนี้จะเป็นแค่ต้นแบบสำหรับจัดแสดงเพื่อหยั่งเชิงกระแสความต้องการในตลาด แต่โอกาสที่จะผลิตจริงในอนาคตก็พอมีความเป็นไปได้ เมื่อการให้บริการด้านสถานีบริการก๊าซธรรมชาติในเมืองลุงแซมเริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ดูเรียบและธรรมดาเกินไป โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด ซีเอ็นจี คอนเซ็ปต์ จึงมากับรูปลักษณ์สุดสปอร์ตด้วยการติดตั้งชุดแต่งและปรับรูปลักษณ์ภายนอกให้แตกต่างจากเวอร์ชันปกติที่ขายอยู่ในตลาด และเสริมความเร้าใจด้วยล้อแม็กขนาด 7.5X19 นิ้ว แถมลดความสูงเพื่อความปราดเปรียวอีกด้วย โดยที่กันชนท้ายมีการติดสติกเกอร์คำว่า Compressed Natural Gas Hybrid [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img244.imageshack.us/img244/2271/toyotacamryhybridcng1wb8.jpg" alt="" /></p>
<p>นอกจากการใช้น้ำมันเบนซินแบบปกติแล้ว ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายต่างพยายามพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปภายในให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการใช้พลังงานแบบอื่นๆ เช่น น้ำมันดีเซล ไปจนถึงแก๊สโซฮอล์แบบ E85</p>
<p>แต่นั่นยังดูธรรมดาเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตใหม่ล่าสุดของโตโยต้าซึ่งจัดการนำระบบก๊าซธรรมชาติอัดหรือ CNG มาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการขับเคลื่อนในรถยนต์ไฮบริด</p>
<p>       ผลผลิตนี้ถูกเปิดตัวออกมาในแอลเอ มอเตอร์โชว์ 2008 เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เพราะว่าเป็นการนำโตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด รถยนต์ขนาดกลางยอดนิยมในตลาดสหรัฐอเมริกาและมีข่าวว่าจะขึ้นไลน์ผลิตในบ้านเราช่วงปีหน้า มาดัดแปลงในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเมินน้ำมันเบนซินและหันมาใช้ก๊าซ CNG เป็นเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนแทน</p>
<p>       โตโยต้าเคยเปิดเผยโปรเจ็กต์นี้ออกมาที่งานสัมมนา Sustainable Mobility Seminar โดยเอิร์ฟ มิลเลอร์ รองประธานกลุ่มบริษัท โตโยต้า กล่าวว่า โตโยต้าพยายามหาทางออกในการนำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าในอเมริกาเหนือ และการนำเครื่องยนต์สันดาปภายในของระบบไฮบริดมาจับคู่กับก๊าซธรรมชาติถือเป็นอีกทางออกทางด้านวิกฤตพลังงานที่น่าสนใจอย่างยิ่ง</p>
<p>       และตัวจริงของจริงที่เปิดตัวในแอลเอ มอเตอร์โชว์คือสิ่งที่ยืนยันถึงการเอาจริงของโตโยต้า ซึ่งแม้ว่าตอนนี้จะเป็นแค่ต้นแบบสำหรับจัดแสดงเพื่อหยั่งเชิงกระแสความต้องการในตลาด แต่โอกาสที่จะผลิตจริงในอนาคตก็พอมีความเป็นไปได้ เมื่อการให้บริการด้านสถานีบริการก๊าซธรรมชาติในเมืองลุงแซมเริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง</p>
<p><img src="http://img205.imageshack.us/img205/6772/toyotacamryhybridcng2av1.jpg" alt="" /></p>
<p>เพื่อไม่ให้ดูเรียบและธรรมดาเกินไป โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด ซีเอ็นจี คอนเซ็ปต์ จึงมากับรูปลักษณ์สุดสปอร์ตด้วยการติดตั้งชุดแต่งและปรับรูปลักษณ์ภายนอกให้แตกต่างจากเวอร์ชันปกติที่ขายอยู่ในตลาด และเสริมความเร้าใจด้วยล้อแม็กขนาด 7.5X19 นิ้ว แถมลดความสูงเพื่อความปราดเปรียวอีกด้วย โดยที่กันชนท้ายมีการติดสติกเกอร์คำว่า Compressed Natural Gas Hybrid หรือ CNGH เพื่อระบุถึงประเภทของตัวรถ</p>
<p>       การปรับปรุงเรื่องของตัวถังมีแน่นอนและเป็นหน้าที่ของ TMS Advanced Product Strategy เพราะว่าโตโยต้าต้องติดตั้งถังเก็บ CNG ถึง 2 ใบ (ซึ่งมีความจุเทียบเท่าน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 8 แกลลอน หรือ 31.8 ลิตรเอาไว้ในรถ ซึ่งถังนี้สามารถทนแรงดันสูงและได้รับการผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิตสามารถรับแรงดันได้ 3,600 psi และถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งของยางอะไหล่ จึงไม่เบียดบังพื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสารและห้องเก็บสัมภาระ ส่วนปัญหาเรื่องยางอะไหล่ถูกถอดออกไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างไร เพราะว่าเลือกใช้ยาง 225/30ZR19 ของบริดจสโตนรุ่นโพเทนซ่าที่เป็นแบบ Run Flat</p>
<p>งานทั้งหมดเกิดขึ้นที่ Metal Crafters of Fountain Valley ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และส่วนของเครื่องยนต์สันดาปภายในมีการดัดแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะการถอดชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงออกและแทนที่ด้วยชิ้นส่วนสำหรับใช้กับก๊าซ CNG ซึ่งรถยนต์ต้นแบบรุ่นนี้วิ่งโดยใช้เชื้อเพลิงแบบเดียว ไม่ใช่ 2 ระบบ หรือ Bi-Fuel</p>
<p><img src="http://img205.imageshack.us/img205/1355/toyotacamryhybridcng3xm0.jpg" alt="" /></p>
<p>ในส่วนการทำงานของระบบไฮบริดก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เครื่องยนต์ 4 สูบ 2,400 ซีซี VVT-I ที่เป็นขุมพลังหลักของการขับเคลื่อนมาพร้อมกับความประหยัด และเมื่อจับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าในการทำงาน สามารถรีดกำลังออกมาได้ 170 แรงม้า แต่นั่นยังไม่เท่ากับความประหยัดที่จะได้รับซึ่งเหนือกว่าระบบไฮบริดที่ใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง เพราะ CNG 1 ชุดจากการเติมจนเต็ม สามารถแล่นทำระยะทางได้มากกว่า 250 ไมล์ หรือกว่า 400 กิโลเมตร</p>
<p>ส่วนตัวเลขความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.4 กิโลเมตรต่อลิตรสำหรับการขับในเมือง 13.8 กิโลเมตรต่อลิตร และแบบผสมในระดับ 13.4 กิโลเมตรต่อลิตร แน่นอนว่าไม่ใช่ตัวเลขที่หวือหวาหรือน่าตกใจแต่อย่างใด เพราะคัมรี่ ไฮบริดที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงก็ทำได้ประมาณนี้ แต่ถ้ามองในแง่ที่ของความพยายามในการมองหาพลังงานทดแทนเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับตลาดสำหรับแทนที่การใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ถือว่า CNG ทำผลงานได้ดี</p>
<p>       นอกจากนั้นเรื่องของตัวเลขของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็น่าสนใจ เพราะว่าคัมรี่ ไฮบริด ซีเอ็นจี คอนเซ็ปต์มีระดับของการปลดปล่อยทั้งไนตรัสออกไซด์, คาร์บอนมอนออกไซด์, คาร์บอนไดออกไซด์ และนอน-มีเธน ออร์แกนิก แก๊ส หรือ NMOG น้อยกว่ารุ่นไฮบริดธรรมดา เพราะว่าจุดวาบไฟ (Flash Point) หรืออุณหภูมิของการจุดระเบิดของ CNG สูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิง ก็เลยทำให้สามารถออกแบบเครื่องยนต์ให้มีอัตราส่วนการอัดได้ ทำให้การเผาไหม้มีความสมบูรณ์มากกว่า</p>
<p><img src="http://img244.imageshack.us/img244/7673/toyotacamryhybridcng4vx9.jpg" alt="" /></p>
<p>โปรเจ็กต์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่โตโยต้าให้ความสนใจกับการนำก๊าซธรรมชาติอัดมาใช้เป็นเชื้อเพลิง เพราะว่าในปี 1999 โตโยต้าเคยพัฒนารถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงออกสู่ตลาด ซึ่งเครื่องยนต์ 4 สูบของรถยนต์คัมรี่ได้ถูกพัฒนาและปรับปรุงเพื่อส่งขายให้กับลูกค้าแบบ Fleet เฉพาะมลรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ก็ขายได้ไม่นานเพราะว่าในปีต่อมา โครงการนี้ถูกยกเลิกเพราะว่ามีความยุ่งยากในการหาสถานีบริการ และราคาน้ำมันตอนนั้นก็ยังไม่แพง แต่สำหรับสภาพปัจจุบัน ที่สถานีบริการ CNG มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พลังงานทางเลือกประเภทนี้ได้รับความสนใจอีกครั้ง</p>
<p>       นอกจากนั้น โตโยต้าเชื่อว่า CNG จะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในอนาคตทั้งตลาดสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก เพราะว่ามีแหล่งสำรองในธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถนำมาใช้ได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปี 2100 แต่ถ้ามีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีขึ้น ก็น่าจะใช้กันยาวจนถึงปี 2200 เลยทีเดียว</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000142503">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/toyota-camry-hybrid-cng-%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Chevrolet Volt Concept</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/24/11/2008/chevrolet-volt-concept/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/24/11/2008/chevrolet-volt-concept/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2008 10:04:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[Chevrolet]]></category>
		<category><![CDATA[Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Electric Vehicle]]></category>
		<category><![CDATA[Fuel Cell]]></category>
		<category><![CDATA[Volt]]></category>
		<category><![CDATA[จีเอ็ม]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เจนเนอรัล มอเตอร์ส]]></category>
		<category><![CDATA[เชฟโรเลต]]></category>
		<category><![CDATA[โวลต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=44</guid>
		<description><![CDATA[ฮือฮากันตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นต้นแบบ และยิ่งฮือฮามากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพราะดันมีภาพคันจริงหลุดออกมาเผยแพร่ตามอินเตอร์เน็ต จนส่งผลให้จีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์ส ไม่รออีกต่อไป ตัดสินใจนำคันจริงของเชฟโรเลต โวลต์ออกเปิดตัวให้ชาวโลกได้ยลโฉม ก่อนที่จะมีการวางตลาดขายจริงในปี 2010 การเปิดตัวมีขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของจีเอ็ม และโวลต์ถือเป็นการพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่รูปแบบใหม่ของการเดินทางด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบบปลั๊ก-อิน (Plug-in) และถือเป็นโปรดักต์ชันคาร์ที่ผลิตในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกที่มากับการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่นับจากการเปิดตัวของรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ในปี 2002 (แต่ ณ ปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์) นอกจากนั้น สิ่งที่สำคัญคือ โวลต์เป็นรถยนต์ที่มาพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของพลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้กับรถยนต์ ด้วยการยกระดับตัวเอง ให้เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้เป็นระยะทางไกลขึ้น (E-REV : Extended-Range Electric Vehicle) นั่นเท่ากับว่าปัญหาเดิมๆ ในเรื่องระยะทางของการใช้งานที่จีเอ็มเคยประสบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของตัวเองอย่าง EV1 จนถึงขั้นถอนปลั๊กและยุบไลน์ผลิตไปเมื่อทศวรรษที่ 1990 สามารถหาทางออกได้แล้ว ตัวรถได้รับการออกแบบและปรับปรุงรูปลักษณ์มาจากต้นแบบที่เปิดตัวในปี 2006 และยึดรูปแบบตัวถังในสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตูเหมือนเดิม เพียงแต่มีการปรับปรุงรายละเอียดรอบคันให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น และรองรับกับการบรรทุกทั้งคนและสัมภาระได้ ส่วนไฮไลต์หลักของตัวรถเห็นจะหนีไม่พ้นขุมพลัง ซึ่งยึดรูปแบบเดียวกับต้นแบบที่เปิดตัวเมื่อ 2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img116.imageshack.us/img116/8129/chevroletvolt1is2.jpg" alt="" /></p>
<p> <strong>ฮือฮากันตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นต้นแบบ และยิ่งฮือฮามากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพราะดันมีภาพคันจริงหลุดออกมาเผยแพร่ตามอินเตอร์เน็ต จนส่งผลให้จีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์ส ไม่รออีกต่อไป ตัดสินใจนำคันจริงของเชฟโรเลต โวลต์ออกเปิดตัวให้ชาวโลกได้ยลโฉม ก่อนที่จะมีการวางตลาดขายจริงในปี 2010</strong></p>
<p>การเปิดตัวมีขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของจีเอ็ม และโวลต์ถือเป็นการพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่รูปแบบใหม่ของการเดินทางด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบบปลั๊ก-อิน (Plug-in) และถือเป็นโปรดักต์ชันคาร์ที่ผลิตในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกที่มากับการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่นับจากการเปิดตัวของรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ในปี 2002 (แต่ ณ ปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์)</p>
<p>       นอกจากนั้น สิ่งที่สำคัญคือ โวลต์เป็นรถยนต์ที่มาพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของพลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้กับรถยนต์ ด้วยการยกระดับตัวเอง ให้เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้เป็นระยะทางไกลขึ้น (E-REV : Extended-Range Electric Vehicle)</p>
<p>       นั่นเท่ากับว่าปัญหาเดิมๆ ในเรื่องระยะทางของการใช้งานที่จีเอ็มเคยประสบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของตัวเองอย่าง EV1 จนถึงขั้นถอนปลั๊กและยุบไลน์ผลิตไปเมื่อทศวรรษที่ 1990 สามารถหาทางออกได้แล้ว</p>
<p><img src="http://img122.imageshack.us/img122/1604/chevroletvolt2ml1.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวรถได้รับการออกแบบและปรับปรุงรูปลักษณ์มาจากต้นแบบที่เปิดตัวในปี 2006 และยึดรูปแบบตัวถังในสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตูเหมือนเดิม เพียงแต่มีการปรับปรุงรายละเอียดรอบคันให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น และรองรับกับการบรรทุกทั้งคนและสัมภาระได้</p>
<p>       ส่วนไฮไลต์หลักของตัวรถเห็นจะหนีไม่พ้นขุมพลัง ซึ่งยึดรูปแบบเดียวกับต้นแบบที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กับการสลับแนวคิดของเทคโนโลยีไฮบริด พร้อมกับปรับปรุงให้เหนือกว่า ที่บอกว่าเป็นอย่างนั้นก็เพราะ ส่วนประกอบของระบบยังมีเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่เหมือนกัน แต่สลับหน้าที่ในการทำงาน</p>
<p>เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 37.7 กก.-ม.จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว โดยที่เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งใช้เชื้อเพลิงแบบ E85 จะทำหน้าที่เป็นตัวปั่นกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนขนาด 220 เซลล์เพื่อชดเชยกับกระแสไฟฟ้าที่ถูกใช้ไฟในขณะเดินทาง ส่วนสมรรถนะในการขับเคลื่อนก็ไม่เป็นรองรถยนต์ปกติ เพราะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง</p>
<p>       ปัญหาในเรื่องระยะทางในการใช้งานที่เคยเป็นอุปสรรคชิ้นโตของรถยนต์พลังไฟฟ้ารุ่นเก่าๆ ก็จะหมดไปทันที เพราะตราบใดที่เครื่องยนต์ยังทำงานในการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในระบบ ตัวรถก็ยังขับเคลื่อนต่อไปได้ ถ้าน้ำมันหมด ก็เข้าปั๊มเติม ไม่ต้องหาปลักเสียบและรอชาร์จอีกค่อนวันให้วุ่นวาย</p>
<p><img src="http://img116.imageshack.us/img116/2096/chevroletvolt3oy7.jpg" alt="" /></p>
<p>ดังนั้นเวลาเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นมาแล้วเจอเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ข้างในแล้ว ก็อย่าตกอกตกใจคิดว่าจีเอ็มหลอกลวงว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่</p>
<p>       ส่วนที่ว่าเหนือชั้นกว่าก็เห็นจะเป็นเรื่องที่ลูกค้าสามารถใช้งานรถยนต์รุ่นนี้โดยที่บิลล์ค่าน้ำมันไม่ขยับเลยก็ได้ นั่นเป็นเพราะตัวระบบถูกออกแบบให้ระยะทาง 65 กิโลเมตรแรกจะพึ่งพลังจากกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในแบตเตอรี่ (ซึ่งถูกชาร์จจนเต็มเมื่อเจ้าของขับถึงบ้านหรือออฟฟิศแล้วเสียบปลั๊กชาร์จ) เพียงอย่างเดียว โดยที่เครื่องยนต์ไม่ถูกสตาร์ทขึ้นมา</p>
<p>นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่เดินทางด้วยระยะทางไม่เกินจากนี้แล้วพอถึงที่หมายก็เสียบปลั๊กชาร์จ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์เลย แต่ถ้าขับเกิน เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมดเครื่องยนต์ก็จะทำหน้าที่ชาร์จกลับเข้ามาชดเชย โดยตัวเลขนี้มาจากค่าเฉลี่ยในการใช้รถยนต์ใน 1 วันของคนอเมริกัน</p>
<p>       จากข้อมูลของจีเอ็มระบุว่า โวลต์สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ด้วยการเสียบในบ้านที่ใช้ไฟ 120 โวลต์ทั่วไป หรือ 240 โวลต์ โดยใช้เวลาน้อยกว่า 3 ชั่วโมงสำหรับแบบแรกและ 8 ชั่วโมงสำหรับแบบหลัง ส่วนค่าใช้จ่ายในการใช้งานโวลต์จะอยู่ที่ประมาณ 27.20 บาท ต่อวัน (เมื่อคิดจากค่าไฟในสหรัฐอเมริกาที่ประมาณ 3.40 บาท ต่อ กิโลวัตต์ชั่วโมง) ในการชาร์จแบตเตอรีให้เต็ม ซึ่งจีเอ็มคาดว่าการชาร์จไฟฟ้าของโวลต์มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการซื้อกาแฟดื่มต่อถ้วยด้วยซ้ำ และถ้าชาร์จ 1 ครั้งต่อวันในทุกวันตลอดทั้งปีจะใช้ปริมาณไฟฟ้าที่น้อยกว่าการใช้ไฟของตู้เย็นหรือตู้แช่หนึ่งตู้เสียอีก</p>
<p>       จากการประเมินของจีเอ็ม ค่าใช้จ่ายในการขับโวลต์อยู่ที่ 0.43 บาทต่อกิโลเมตร ถูกกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ที่ 2.55 บาทต่อกิโลเมตร (คิดตามราคาน้ำมันในสหรัฐอเมริกาที่แกลลอนละ 3.60 ดอลลาร์) หากคำนวนจากการใช้รถยนต์เฉลี่ย 65 กิโลเมตรต่อวัน หรือ 24,750 กิโลเมตรต่อปี สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 51,000 บาท ต่อปี</p>
<p><img src="http://img116.imageshack.us/img116/4831/chevroletvolt4zz2.jpg" alt="" /></p>
<p>ถ้าใช้โหมดไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด จะมีค่าใช้จ่ายเพียง 1 ใน 6 เท่าเมื่อเทียบกับรถที่ใช้น้ำมันทั่วไป นอกจากนี้ ถ้าเลือกชาร์จไฟในช่วงเวลาที่มีคนใช้ไฟน้อย ค่าไฟก็จะถูกลงด้วยเพราะค่าไฟในช่วงดังกล่าวจะถูกกว่าเวลาปกติ</p>
<p>       แน่นอนว่าราคายังไม่เปิดเผยและยังเป็นที่ถกเถียงว่าจีเอ็มจะสามารถกดให้ลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ คือ ประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือไม่เกิน 1 ล้านบาทได้หรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการอุดหนุนของภาครัฐในการช่วยเหลือทางด้านภาษีด้วย เพราะถ้าไม่ช่วยแล้วและจีเอ็มต้องขายในราคาแบบไม่ขาดทุนแล้ว ราคาจะขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 40,000-50,000 สหรัฐฯ หรือ 1.3-1.65 ล้านบาทเลยทีเดียว</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000113310">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/24/11/2008/chevrolet-volt-concept/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Honda Insight Concept</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/23/11/2008/honda-insight-concept/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/23/11/2008/honda-insight-concept/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Nov 2008 09:24:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Honda]]></category>
		<category><![CDATA[Hybrid Car]]></category>
		<category><![CDATA[Insight]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเซ็ปต์]]></category>
		<category><![CDATA[อินไซท์]]></category>
		<category><![CDATA[ฮอนด้า]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮบริด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=33</guid>
		<description><![CDATA[<img src="http://img384.imageshack.us/img384/5235/hondainsight1hc1.jpg" alt="" />

<strong>ฮือฮาไม่น้อยเมื่อเจ้าของฉายา Prius-Killer เปิดตัวออกมาให้เห็นอย่างรวดเร็ว และพร้อมขายจริงในปีหน้าทันที ีเรียกว่าดักทางโฉมใหม่ของพริอุสซึ่งเป็นเจนเนอเรชันที่ 3 ของรถยนต์ไฮบริดจากค่ายโตโยต้าที่มีคิวเปิดตัวให้เห็นโฉมต้นปี และเริ่มขายปลายปี 2009</strong>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img384.imageshack.us/img384/5235/hondainsight1hc1.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ฮือฮาไม่น้อยเมื่อเจ้าของฉายา Prius-Killer เปิดตัวออกมาให้เห็นอย่างรวดเร็ว และพร้อมขายจริงในปีหน้าทันที ีเรียกว่าดักทางโฉมใหม่ของพริอุสซึ่งเป็นเจนเนอเรชันที่ 3 ของรถยนต์ไฮบริดจากค่ายโตโยต้าที่มีคิวเปิดตัวให้เห็นโฉมต้นปี และเริ่มขายปลายปี 2009</strong></p>
<p>ฮอนด้าเผยว่าอินไซท์ คอนเซ็ปต์จะเปิดตัวในปารีส มอเตอร์โชว์ 2008 ต้นเดือนตุลาคมนี้ และถือเป็นผลผลิตที่แรกของโปรเจ็กต์ไฮบริดใหม่ที่คนทั่วไปสามารถซื้อหามาขับได้ หรือ Affordable Family Hybrid Car ของฮอนด้า ซึ่งทางแบรนด์หมายเลข 2 ของญี่ปุ่นระบุว่าจะมีรถยนต์ไฮบริดทยอยออกทำตลาดทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกันในช่วงปี 2009-2011 หนึ่งในนั้นคือ ต้นแบบคันนี้ ส่วนอีก 3 รุ่น คือ แจ๊ซ ไฮบริด, ซีวิค ไฮบริด และสปอร์ต ไฮบริด ที่พัฒนามาจากต้นแบบ CR-Z ที่เปิดตัวในโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2007</p>
<p>       แนวคิดของฮอนด้าที่มีต่อรถยนต์ไฮบริดในยุคหน้าจะมุ่งเน้นไปที่การผลิตรถยนต์ไซส์เล็กซึ่งทำให้คนทั่วไปสามารถซื้อหามาขับได้ ซึ่งนั่นจะเป็นการช่วยในเรื่องของการลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการสร้างมลพิษในอากาศ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการยุติบทบาทของแอคคอร์ด ไฮบริด ซึ่งเลิกผลิตไปตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งที่เพิ่งขายเพียงแค่เจนเนอเรชั่นเดียวเท่านั้นกับตัวถังที่แล้ว ซึ่งเป็นรุ่นที่ 7 ของสายพันธุ์</p>
<p>       แน่นอนว่าชื่อรุ่นจะใช้อินไซท์เหมือนกับรถยนต์ไฮบริดในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของตัวเองที่เปิดตัวขายในระหว่างปี 1999-2006 และทางทาเคโอ ฟุคุอิ ซีอีโอของฮอนด้า มอเตอร์สเปิดเผยว่า ส่วนหนึ่งที่นำชื่ออินไซท์กลับมาใช้อีกครั้ง ก็เพราะ อินไซท์ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฮบริดของฮอนด้า และเปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์ทางด้านนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของฮอนด้า</p>
<p>       การพัฒนาของตัวรถอยู่บนพื้นตัวถังรุ่นใหม่ล่าสุดและใช้ตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตูแบบ 5 ที่นั่งต่างจากอินไซท์รุ่นแรกที่เป็นแบบคูเป้ 2 ที่นั่ง พร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ถอดแบบมาจาก FCX Clarity</p>
<p>       สำหรับระบบไฮบริดยังเป็นแบบ IMA หรือ Integrated Motor Assisted ที่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด โดยที่หน่วยควบคุมการทำงานและแบตเตอรี่ของระบบจะติดตั้งอยู่ที่ด้านล่างของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย</p>
<p><img src="http://img392.imageshack.us/img392/7987/hondainsight2af7.jpg" alt="" /></p>
<p>อินไซท์ใหม่มีคิวเปิดตัวต้นปี 2009 และฮอนด้าตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะมียอดขายทั่วโลกในปีแรกของการทำตลาดอยู่ที่ 200,000 คัน โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของรถยนต์ไฮบริด และแคนาดา โดยไลน์ผลิตจะอยู่ที่โรงงานที่ซึซึกะ ประเทศญี่ปุ่น</p>
<p>       อย่างไรก็ตาม ความหวังของฮอนด้าในการเจาะตลาดรถยนต์ไฮบริดยังไม่หมดเท่านี้ เพราะเมื่อทั้ง 4 รุ่นลงขายอยู่ในตลาดพร้อมกัน ฮอนด้าเชื่อว่ายอดขายทั่วโลกจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 500,000 คันต่อปี ซึ่งเป้าหมายตรงนี้มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็น่าจะยังขยับตัวขึ้นเรื่อยๆ และว่ากันว่าในปี 2010 ตลาดรถยนต์ไฮบริดจะมีการขยายตัวอย่างมาก และมีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่ที่ 10% เลยทีเดียว</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000113295">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/23/11/2008/honda-insight-concept/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

