<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>iCar Free Online Magazine &#187; Supercar &amp; Exotic</title>
	<atom:link href="http://www.icarmagazine.com/category/supercar-and-exotic/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.icarmagazine.com</link>
	<description>Free Car Magazine Online - นิตยสาร รถยนต์ ออนไลน์ ฟรี! ที่รวบรวมข้อมูลเรื่อง ยานยนต์ และ สาระอื่นๆที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไว้อย่างหลากหลาย</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Dec 2011 17:12:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>2012 Porsche 911 Carrera and Carrera S Cabriolet</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/10/12/2011/2012-porsche-911-carrera-and-carrera-s-cabriolet/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/10/12/2011/2012-porsche-911-carrera-and-carrera-s-cabriolet/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Dec 2011 20:34:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[911]]></category>
		<category><![CDATA[Cabriolet]]></category>
		<category><![CDATA[Carrera]]></category>
		<category><![CDATA[PDK]]></category>
		<category><![CDATA[Porsche]]></category>
		<category><![CDATA[คาบริโอเลต]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์เรร่า]]></category>
		<category><![CDATA[ปอร์เช่]]></category>
		<category><![CDATA[รุ่นเปิดประทุน]]></category>
		<category><![CDATA[สปอร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[เกียร์ธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[แมกนีเซี่ยม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=304</guid>
		<description><![CDATA[สตุ้ดการ์ด. ปอร์เช่พร้อมเปิดตัว 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ใหม่ล่าสุดในรุ่นคาบริโอเลต (Cabriolet) ออกมาเคียงคู่กับรุ่นคูเป้ (Coupe) เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น รุ่นเปิดประทุนของรถสปอร์ตสุดคลาสสิค เจเนอเรชั่นใหม่นี้จะมีถึง 2 รุ่นนั่นคือรุ่น 911 คาร์เรร่า คาบริโอเลต (911 Carrera Cabriolet) และรุ่น 911 คาร์เรร่า เอส คาบริโอเลต (911 Carrera S Cabriolet) ใน 911 ใหม่นี้เลยทีเดียว ตัวรถของรุ่นคาบริโอเลต (Cabriolet) นี้ ทำจากเหล็กอลูมิเนียมแบบใหม่ล่าสุดเหมือนรุ่นคูเป้ (Coupé) อีกทั้งยังมีหลังคาประทุนที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงเส้นสายของหลังคาที่ยังคงไว้ซึ่งรูปแบบที่เฉพาะแบบ 911 ทุกประการ แม้ยามปิดหลังคาประทุนรุ่นคาบริโอเลตนี้ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามอย่างลงตัว แนวคิดการใช้ชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบาหากแต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพที่เหนือชั้น (Intelligent lightweight design) ได้ถูกนำมาใช้กับหลังคาประทุนในรถคันนี้ด้วยเช่นกัน นั่นคือหลังคาที่ทำจากแมกนีเซี่ยมที่มีน้ำหนักเบา ส่งผลให้รถมีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากขึ้นและแน่นอนเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน 911 เปิดประทุนรุ่นใหม่คันนี้คืออีกหนึ่งความสำเร็จของปอร์เช่ที่สามารถทำให้รถรุ่นนี้มีน้ำหนักที่เบากว่ารุ่นเดิมได้อย่างลงตัวอีกด้วย เครื่องยนต์ของรุ่นคาบริโอเลต (Cabriolet) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2012_Porsche_911_Carrera_Cabriolet.jpg" alt="" /></p>
<p>สตุ้ดการ์ด. ปอร์เช่พร้อมเปิดตัว 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ใหม่ล่าสุดในรุ่นคาบริโอเลต (Cabriolet) ออกมาเคียงคู่กับรุ่นคูเป้ (Coupe) เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น รุ่นเปิดประทุนของรถสปอร์ตสุดคลาสสิค เจเนอเรชั่นใหม่นี้จะมีถึง 2 รุ่นนั่นคือรุ่น 911 คาร์เรร่า คาบริโอเลต (911 Carrera Cabriolet) และรุ่น 911 คาร์เรร่า เอส คาบริโอเลต (911 Carrera S Cabriolet) ใน 911 ใหม่นี้เลยทีเดียว  </p>
<p>ตัวรถของรุ่นคาบริโอเลต (Cabriolet) นี้ ทำจากเหล็กอลูมิเนียมแบบใหม่ล่าสุดเหมือนรุ่นคูเป้ (Coupé) อีกทั้งยังมีหลังคาประทุนที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงเส้นสายของหลังคาที่ยังคงไว้ซึ่งรูปแบบที่เฉพาะแบบ 911 ทุกประการ แม้ยามปิดหลังคาประทุนรุ่นคาบริโอเลตนี้ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามอย่างลงตัว แนวคิดการใช้ชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบาหากแต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพที่เหนือชั้น (Intelligent lightweight design) ได้ถูกนำมาใช้กับหลังคาประทุนในรถคันนี้ด้วยเช่นกัน นั่นคือหลังคาที่ทำจากแมกนีเซี่ยมที่มีน้ำหนักเบา ส่งผลให้รถมีความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากขึ้นและแน่นอนเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน  911 เปิดประทุนรุ่นใหม่คันนี้คืออีกหนึ่งความสำเร็จของปอร์เช่ที่สามารถทำให้รถรุ่นนี้มีน้ำหนักที่เบากว่ารุ่นเดิมได้อย่างลงตัวอีกด้วย</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2012_Porsche_911_Carrera_Cabriolet-1.jpg" alt="" /></p>
<p>เครื่องยนต์ของรุ่นคาบริโอเลต (Cabriolet) ทั้ง 2 รุ่นจะเป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับรุ่นคาร์เรร่า คูเป้ (Coupé) นั่นคือในรุ่น 911 คาร์เรร่า คาบริโอเลต (911 Carrera Cabriolet) จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์วางหลังขนาด 3.4 ลิตร ขุมพละกำลังสูงสุดถึง 350 แรงม้า (257 กิโลวัตต์) ถูกส่งผ่านเข้าสู่การขับเคลื่อนล้อหลังด้วยระบบส่งผ่านกำลังหรือระบบเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานให้กับรถ ส่วนในรุ่นคาร์เรร่า เอส คาบริโอเลต (Carrera S Cabriolet) จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ ที่สามารถผลิตขุมพละกำลังเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 400 แรงม้า (294 กิโลวัตต์) ระบบส่งผ่านกำลังหรือระบบเกียร์ที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานให้กับรถคือระบบเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ</p>
<p>ไม่เพียงแค่สมรรถนะเครื่องยนต์ที่เหนือชั้นของ 911 เปิดประทุนใหม่คันนี้ที่ทำให้ 911 ของปอร์เช่คันนี้มีประสิทธิภาพที่ครบครันและฉีกตัวเองหนีคู่แข่งได้อย่างดีเยี่ยมเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องของการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับ 911 เปิดประทุนใหม่นี้ให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้ง 2 รุ่นมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่น้อยกว่า 10 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ตามรูปแบบการขับขี่แบบ NEDC) เลยทีเดียว และหากต้องการประหยัดมากยิ่งขึ้นรวมไปถึงอัตราเร่งที่เหนือชั้นมากยิ่งขึ้นนั้นรุ่นคาบริโอเลต (Cabriolets) นี้สามารถเลือกติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ Porsche Doppelkupplungsgetriebe (PDK) เป็นอุปกรณ์เสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้อีกด้วย</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2012_Porsche_911_Carrera_Cabriolet-2.jpg" alt="" /></p>
<p>ด้วยฐานล้อที่ยาวขึ้นและด้านหน้ารถที่ขยายให้กว้างขึ้นหากเทียบกับรุ่นก่อน รวมไปถึงการติดตั้งระบบพวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า (Electro-mechanical power steering) ให้กับรถทำให้คาบริโอเลต (Cabriolet) เปิดประทุนใหม่นี้มีการขับเคลื่อนที่สปอร์ตมากขึ้น แม่นยำและทรงตัวได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เสริมและระบบเสริมอื่นๆ ที่ให้เลือกติดตั้งเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความว่องไวในการขับขี่ในรถเปิดประทุนรุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้ได้อีกด้วย </p>
<p>911 คาร์เรร่า คาบริโอเลต (911 Carrera Cabriolet) จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศเยอรมนีในวันที่ 3 มีนาคม 2012 นี้</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2012_Porsche_911_Carrera_Cabriolet-3.jpg" alt="" /></p>
<p>ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ปอร์เช่ ได้ที่ แผนกขาย โทร. 02-522-6655 ต่อ 101-102 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.porsche.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/10/12/2011/2012-porsche-911-carrera-and-carrera-s-cabriolet/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>2011 Lamborghini Aventador LP700-4 by Niche Cars</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/11/08/2011/2011-lamborghini-aventador-lp700-4-by-niche-cars/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/11/08/2011/2011-lamborghini-aventador-lp700-4-by-niche-cars/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Aug 2011 10:54:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[2011]]></category>
		<category><![CDATA[34 ล้านบาท]]></category>
		<category><![CDATA[Aventador]]></category>
		<category><![CDATA[Elegante]]></category>
		<category><![CDATA[Lamborghini]]></category>
		<category><![CDATA[LP700-4]]></category>
		<category><![CDATA[Niche Cars]]></category>
		<category><![CDATA[Pushrod Suspension]]></category>
		<category><![CDATA[Sole Authorized]]></category>
		<category><![CDATA[Sportivo]]></category>
		<category><![CDATA[กีกี้ ศักดิ์ นานา]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนไฟเบอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดับเบิ้ลวิชโบน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท นิช คาร์ จำกัด]]></category>
		<category><![CDATA[รถซุปเปอร์คาร์]]></category>
		<category><![CDATA[ราคารถ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดตัวรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[โมโนค็อก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=300</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2554 บริษัท นิช คาร์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ ระดับซูปเปอร์พรีเมี่ยม Lamborghini, Lotus และ Mercedes Benz Lorinser อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้จัดงานเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด Lamborghini Aventador LP 700-4 โดยได้รับเกียรติจาก คุณมานะ ตรงกมลธรรม ประธานชมรม Lamborghini Thailand Club, คุณกีกี้ ศักดิ์ นานา นักแข่งรถระดับโลก และ คุณ วิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิช คาร์ จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิด ณ ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนทัล ราชประสงค์ ภายในงานได้มีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ตื่นตาตื่นใจตั้งแต่เริ่มงานสร้างความประทับใจแก่แขกผู้ร่วมงาน โดยพระเอกของงานนี้ต้องยกให้เจ้ากระทิงดุพันธุ์ใหม่ Lamborghini Aventador LP 700-4 เพราะนอกจากสีสันร้อนแรง รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวสะดุดตาแล้วยังมีการเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2011-lamborghini-aventador-1.jpg" alt="" /></p>
<p>เมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2554 บริษัท นิช คาร์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ ระดับซูปเปอร์พรีเมี่ยม Lamborghini, Lotus และ Mercedes Benz Lorinser อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้จัดงานเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด Lamborghini Aventador LP 700-4 โดยได้รับเกียรติจาก คุณมานะ ตรงกมลธรรม ประธานชมรม Lamborghini Thailand Club, คุณกีกี้ ศักดิ์ นานา นักแข่งรถระดับโลก และ คุณ วิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิช คาร์ จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิด ณ ห้องแกรนด์บอลลูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนทัล ราชประสงค์</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2011-lamborghini-aventador-2.jpg" alt="" /></p>
<p>ภายในงานได้มีการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ตื่นตาตื่นใจตั้งแต่เริ่มงานสร้างความประทับใจแก่แขกผู้ร่วมงาน  โดยพระเอกของงานนี้ต้องยกให้เจ้ากระทิงดุพันธุ์ใหม่  Lamborghini Aventador LP 700-4  เพราะนอกจากสีสันร้อนแรง รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวสะดุดตาแล้วยังมีการเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่ๆ  ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ  ของรถเพื่อทำให้ตัวรถมีสมรรถนะที่ดีล้ำหน้ารถซุปเปอร์คาร์อื่นๆไปไกลนับทศวรรษ  และได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์รวมของการนำเอาความเป็นที่สุดในทุกๆด้านมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว</p>
<p>Lamborghini Aventador LP 700 &#8211; 4 ถูกออกแบบโครงสร้างด้วยตัวถังแบบโมโนค็อกขึ้นรูปทั้งลำด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความแข็งแกร่งกว่าโครงสร้างแชสซี และวัสดุอลูมินั่มอัลลอยด์ที่ใช้กันอยู่ในรถซุปเปอร์คาร์ทั่วไป การออกแบบนวัตกรรมตัวถังของ Lamborghini ส่งผลให้ Aventador มีบุคลิกที่คล่องตัวจากตัวถังที่ยืดหยุ่นและแข็งแรง และหนักเพียง 1475 กิโลกรัม ในส่วนของเฟรมรองรับแรงกระแทกทางด้านหน้าและด้านหลังของตัวรถขึ้นรูปจากนวัตกรรมอลูมินั่มรุ่นใหม่ล่าสุดที่ทนต่อแรงกระทำได้สูงถึง 35,000 นิวตันเมตร</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2011-lamborghini-aventador-3.jpg" alt="" /></p>
<p> เครื่องยนต์บล็อกใหม่ขนาด V12 ขนาด 6,500 ซีซี  พร้อมระบบเกียร์อัจฉริยะ ISR (Independent Shifting  Rods)  ประมวลผลฉับไวปรับเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละเกียร์เพียงเศษเสี้ยวของวินาที  คือ ใช้เวลาเพียง 0.05  วินาที  และ ยังสามารถเลือกโหมดการขับตามลักษณะการขับของผู้ขับขี่  ทั้งระบบเครื่องยนต์   ระบบขับเคลื่อน  ระบบดิฟเฟอร์เรนเทียล  ระบบบังคับเลี้ยว และ ระบบพลศาสตร์ของตัวรถ  ได้ด้วยตนเองจาก<br />
3 โหมด คือ โหมดสตราด้า Strada สำหรับการขับบนถนนหลวง โหมดสปอร์ต Sport สำหรับสนามแข่งและโหมดคอร์ซ่า Corsa สำหรับสนามแข่งและนักขับที่ต้องการใช้ทักษะในการควบคุมรถอย่างเต็มที่</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2011-lamborghini-aventador-4.jpg" alt="" /></p>
<p> 	ระบบช่วงล่างใหม่ Pushrod Suspension รองรับฝูงม้า 700 ตัว ที่ 8,250 รอบ/นาที ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของซุปเปอร์คาร์  แรงบิดมหาศาล 690 Nm @ 5500 รอบ/นาที  สามารถทำอัตราเร่งจาก<br />
0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 2.9 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากเครื่อง V12 ที่มาพร้อมกับแนวคิดระบบช่วงล่างที่ออกแบบมาอย่างซับซ้อน เพื่อลดแรงกระแทกและถ่ายทอดกำลังของเครื่องยนต์ ระบบสปริงแบบ Push Rod ลิงค์หลายจุด ถือเป็นการนำเอาเทคโนโลยีของรถแข่งฟอร์มูล่าวันมาใช้ เพื่อความสมบูรณ์แบบผสานกับระบบช่วงล่างอลูมินั่มแบบดับเบิ้ลวิชโบน</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2011-lamborghini-aventador-5.jpg" alt="" /></p>
<p>	บริษัท นิช  คาร์ จำกัด นำเข้าแต่ Lamborghini ใหม่เท่านั้น  โดยรถทุกคันจะถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุพิเศษอย่างดีส่งตรงจากโรงงานประเทศอิตาลี  และสำหรับ Aventador  Lp 700-4 นี้ เมื่อรถมาถึงประเทศไทยก็จะได้รับการบำรุงรักษาโดยคุณ Sergio Scotese วิศวกรชาวอิตาเลียน และเป็นผู้จัดการ Aventador Project โดยได้รับการอบรมจาก Lamborghini ประเทศอิตาลีมาโดยตรงสำหรับดูแลรถ Aventador เท่านั้น ซึ่งคุณเซอร์จิโอ ได้ย้ำว่า  Lamborghini  พัฒนาระบบบำรุงรักษารถยนต์ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้ ผู้ที่ไม่ใช่ Sole Authorized มาลองผิดลองถูกกับรถ มีการพัฒนาซอฟท์แวร์ต่างๆขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อดูแล<br />
รถที่ล้ำอนาคตอย่าง Aventador เฉพาะตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการอย่าง นิช คาร์ เท่านั้นที่สามารถมีและใช้อุปกรณ์นี้ได้ คุณเซอร์จิโอ ได้กล่าวย้ำในตอนท้าย  </p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2011-lamborghini-aventador-6.jpg" alt="" /></p>
<p>Lamborghini Aventador LP 700-4 คงความเป็นเอกลักษณ์เหมือนแลมโบร์กินีรุ่นอื่นๆ ที่บ่งชี้ความเป็นตัวตนของเจ้าของผู้ที่ครอบครองได้อย่างชัดเจน โดยเจ้าของสามารถตกแต่งรถของตนได้ตามที่ต้องการได้อย่างไม่มีสิ้นสุดด้วยโปรแกรม  “ Ad Personam ”  ด้วยสีตัวรถที่โดดเด่นที่มีให้เลือกถึง  13  เฉดสี และสีวัสดุตกแต่งย่อยอีก 3 เฉดสี  ในส่วนออพชั่นในการตกแต่งภายในมีให้เลือก 2 แบบ 2 เฉดสีสไตล์ทูโทน คือ แบบสปอร์ต (Sportivo) และ แบบหรูหรา (Elegante) ในส่วนออพชั่นอื่นๆจากหลากหลายออพชั่นที่นิช คาร์สังให้ติดตั้งมากับรถทุกคัน เช่น ระบบเครื่องเสียงชั้นเลิศที่ทำงานผสานกับระบบกล้องช่วยถอย </p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/2011-lamborghini-aventador-7.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ราคารถ Aventador เริ่มต้นที่ 34 ล้านบาท ส่วนรุ่นฟูลออฟชั่นที่ 36 ล้านบาท</strong></p>
<p>Aventador คือคัวแทนของ Murcielago รถยนต์รุ่นใหญ่ที่สุดในสายพานของ Lamborghini ผู้ผลิตรถซุปเปอร์คาร์ชื่อดังจากประเทศอิตาลี และแน่นอนว่ามันถูกสร้างขึ้่นมาเพื่อ เป็นตำนาน ที่จะถูกกล่าวขวัญไปอีกนานที่เดียว ผมเองเริ่มรู้จักรถยนต์ Lamborghini ครั้งแรกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนโดยการซื้อโปสเตอร์รถยนต์รูปลิ่มสีขาวมาติดผนังที่บ้าน มันสวยงามและเชิญชวน ผมให้อยากเข้าไปสัมผัส มารู้ภายหลังว่ามันคือ Lamborghini Countach หลังจากนั้นเป็นต้นมารถยนต์ Lamborghini ก็ตามหลอหหลอนผมอยู่ภายในจิตรใจเรื่อยมา แล้วคุณล่ะรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า&#8230;..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/11/08/2011/2011-lamborghini-aventador-lp700-4-by-niche-cars/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า 4 จีทีเอส (Porsche 911 Carrera 4 GTS)</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/16/07/2011/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88-911-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2-4-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%80/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/16/07/2011/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88-911-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2-4-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%80/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Jul 2011 14:30:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[408 แรงม้า]]></category>
		<category><![CDATA[911]]></category>
		<category><![CDATA[Carrera 4]]></category>
		<category><![CDATA[GTS]]></category>
		<category><![CDATA[PDK]]></category>
		<category><![CDATA[Porsche]]></category>
		<category><![CDATA[ขับเคลื่อน 4 ล้อ]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์เรร่า 4]]></category>
		<category><![CDATA[คูเป้]]></category>
		<category><![CDATA[จีทีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[ปอร์เช่]]></category>
		<category><![CDATA[ลิมิเต็ด สลิป]]></category>
		<category><![CDATA[สปอยเลอร์]]></category>
		<category><![CDATA[สปอร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[สเกิร์ตด้านข้าง]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดประทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=291</guid>
		<description><![CDATA[สตุ้ดการ์ด. ปอร์เช่ เอจี ขยายรุ่นชั้นนำของคาร์เรร่าเพิ่มเติมและนำการขับเคลื่อน 4 ล้อมาใส่ไว้ใน 911 คาร์เรร่า 4 จีทีเอส (911 Carrera 4 GTS) ใหม่ทั้ง 2 รุ่น ทั้งในรุ่นคูเป้และรุ่นเปิดประทุน โดยเป็นการรวบรวมไว้ซึ่งเครื่องยนต์ที่มี ขุมพลังสูงถึง 408 แรงม้า (300 กิโลวัตต์) เข้าไว้กับการขับเคลื่อน 4 ล้อของระบบการควบคุมการทรงตัวและการเกาะถนนของรถปอร์เช่ (Porsche Traction Management &#8211; PTM) เพื่อการขับเคลื่อนที่คล่องตัว และความประหยัดของรถคันนี้ยังเป็นที่ดึงดูดใจอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากแนวคิดประสิทธิภาพการทำงานอย่างอัจฉริยะของปอร์เช่ (Porsche Intelligent Performance) ที่ทำให้รถยนต์ 911 ขับเคลื่อน 4 ล้อคันนี้มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่มากไปกว่ารุ่นคาร์เรร่า 4 เอส (Carrera 4S) ในรุ่นคูเป้จะมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่แค่ 11.0 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และในรุ่นเปิดประทุนอยู่ที่ 11.2 ลิตรต่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/911-Carrera-4-GTS-1.jpg" alt="" /></p>
<p>สตุ้ดการ์ด. ปอร์เช่ เอจี ขยายรุ่นชั้นนำของคาร์เรร่าเพิ่มเติมและนำการขับเคลื่อน 4 ล้อมาใส่ไว้ใน 911 คาร์เรร่า 4 จีทีเอส (911 Carrera 4 GTS) ใหม่ทั้ง 2 รุ่น ทั้งในรุ่นคูเป้และรุ่นเปิดประทุน โดยเป็นการรวบรวมไว้ซึ่งเครื่องยนต์ที่มี ขุมพลังสูงถึง 408 แรงม้า (300 กิโลวัตต์) เข้าไว้กับการขับเคลื่อน 4 ล้อของระบบการควบคุมการทรงตัวและการเกาะถนนของรถปอร์เช่ (Porsche Traction Management &#8211; PTM) เพื่อการขับเคลื่อนที่คล่องตัว และความประหยัดของรถคันนี้ยังเป็นที่ดึงดูดใจอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากแนวคิดประสิทธิภาพการทำงานอย่างอัจฉริยะของปอร์เช่ (Porsche Intelligent Performance) ที่ทำให้รถยนต์ 911 ขับเคลื่อน 4 ล้อคันนี้มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่มากไปกว่ารุ่นคาร์เรร่า 4 เอส (Carrera 4S) ในรุ่นคูเป้จะมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่แค่ 11.0 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และในรุ่นเปิดประทุนอยู่ที่ 11.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรเท่านั้น (ตามรูปแบบการขับขี่แบบ NEDC) ทั้ง 2 รุ่นนี้จะเต็มไปด้วยแพ็คเกจอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ ที่เพรียบพร้อมมากขึ้นหากเปรียบเทียบกับรุ่นคาร์เรร่า 4 เอส (Carrera 4S)</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/911-Carrera-4-GTS-2.jpg" alt="" /></p>
<p>เครื่องยนต์ในรุ่น 911 คาร์เรร่า 4 จีทีเอส (911 Carrera 4 GTS) คันนี้ผลิตจากพื้นฐานเครื่องยนต์ที่ใช้ในรุ่นคาร์เรร่า เอส (Carrera S) ขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ และได้ทำการปรับปรุงท่อไอดี จึงทำให้เกิดขุมพลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นถึง 23 แรงม้า (17 กิโลวัตต์) ทำให้รถยนต์รุ่นนี้สามารถขับขุมพลังเครื่องยนต์ออกมาสูงสุดถึง 408 แรงม้า (300 กิโลวัตต์) ที่ 7,300 รอบต่อนาทีเลยทีเดียว ระบบพิเศษที่ได้เพิ่มเติมเข้าไปนั้นไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขุมพลังที่ขับออกมาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความยืดหยุ่นของเครื่องยนต์และพัฒนาขุมพลังเครื่องยนต์ให้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน แรงบิดที่เกิดขึ้นในเครื่องยนต์ระหว่างความเร็วรอบต่ำถึงปานกลางที่มากขึ้น นั่นคือ 320 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำถึง 1,500 รอบต่อนาที โดยรวมแล้วเครื่องยนต์ 6 สูบเครื่องนี้จะส่งผ่านกำลังแรงบิดที่ 420 นิวตันเมตรที่ความเร็วของเครื่องยนต์ระหว่าง 4,200 – 5,600 รอบต่อนาที และระบบท่อไอเสียแบบสปอร์ต (Sports exhaust system) ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับเสียงเครื่องยนต์แบบสปอร์ตอย่างเต็มพิกัด อีกทั้งเสียงของคาร์เรร่า 4 จีทีเอส (Carrera 4 GTS) คันนี้ยังมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์และน่าประทับใจ เมื่อมองจากทางด้านหลังจะพบท่อไอเสียสีดำที่เพิ่มความโดดเด่นเป็นอย่างมากอีกด้วย</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/911-Carrera-4-GTS-3.jpg" alt="" /></p>
<p>คาร์เรร่า 4 จีทีเอส (Carrera 4 GTS) คันนี้ มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง (62 ไมล์/ชั่วโมง) เพียงแค่ 4.6 วินาทีและในรุ่นเปิดประทุนนั้นเวลาเพียงแค่ 4.8 วินาที สำหรับระบบส่งผ่านกำลังหรือระบบเกียร์มาตรฐานในรุ่น คาร์เรร่า 4 จีทีเอส (Carrera 4 GTS) จะมาในรูปแบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และหากต้องการระบบเกียร์อัจฉริยะแบบ<br />
อัตโนมัติ 7 จังหวะแบบคลัทช์คู่ของปอร์เช่ หรือ Porsche-Doppelkupplungsgetriebe (PDK) ยังสามารถเลือกติดตั้งได้เป็นอุปกรณ์เสริม และเมื่อติดตั้งระบบเกียร์ PDK จะส่งผลให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาน้อยลงอีก 0.2 วินาทีเลยทีเดียว</p>
<p>สำหรับระบบการควบคุมการทรงตัวและการเกาะถนนของปอร์เช่หรือ PTM แบบขับเคลื่อน 4 ล้อในคาร์เรร่า 4 จีทีเอส (Carrera 4 GTS) ในรถคันนี้ ส่งผลให้เกิดความสุนทรีย์ในการขับขี่ตามรูปแบบของปอร์เช่ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเสถียรภาพของรถที่เพิ่มขึ้น การเกาะถนนและการทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยม ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้มาจากการทำงานของระบบ PTM ที่ทำการควบคุมในส่วนของการส่งถ่ายกำลังแรงบิดของเครื่องยนต์ไปสู่ล้อคู่หน้าหรือหลังตามความเหมาะสม ด้วยชุดคลัทช์แบบแผ่นซ้อนกันหลายแผ่น (Multiple-plate clutch) ไม่เพียงเท่านั้นคาร์เรร่า 4 จีทีเอส (Carrera 4 GTS) คันนี้ยังใช้ระบบเฟืองท้ายแบบป้องกันล้อหมุนฟรีหรือ ระบบลิมิเต็ด สลิป ดิฟเฟอเรนเชียล (Limited Slip Differential) เพื่อความคล่องตัวในการขับขี่อีกด้วย </p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/911-Carrera-4-GTS-4.jpg" alt="" /></p>
<p>หากมองจากสายตาแล้ว ท่านจะได้พบกับความแตกต่างของคาร์เรร่า 4 จีทีเอส (Carrera 4 GTS) ที่มาพร้อมกับการขับเคลื่อน 4 ล้อกับรุ่นก่อนหน้านี้ที่ออกมาในรูปแบบขับเคลื่อนล้อหลังอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นชื่อของรุ่นที่สลักอยู่บนประตูและฝากระโปรงหลัง รวมไปถึงเส้นสายของไฟท้ายด้านหลังที่เพิ่มความเด่นชัดในรูปแบบความเป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้ออีกด้วย คาร์เรร่า จีทีเอส (Carrera GTS) จะมีโครงสร้างและรูปร่างที่กว้างตามรูปแบบความเป็น 911 พร้อมด้วยขนาดความกว้างของเพลาหลังตามแบบ 911 ที่ขับเคลื่อน 4 ล้อทุกประการ ไม่เพียงเท่านั้นรายละเอียดต่างๆของรูปลักษณ์ภายนอกของ 4 จีทีเอส (4 GTS) คันนี้ยังแตกต่างจากรุ่นคาร์เรร่าอื่นๆ ด้วยเช่นกัน อาทิเช่น ล้อที่ได้รับการติดตั้งมานั้นจะมาในรูปแบบล้อ 19 นิ้ว ลาย RS Spyder สีดำและขนาดยาง 305/30 ZR 19 ทางล้อคู่หลัง </p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/911-Carrera-4-GTS-5.jpg" alt="" /></p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้นรถรุ่นใหม่คันนี้ยังติดตั้งกระจังหน้าแบบสปอร์ต ดีไซน์ (Sport-Design) พร้อมด้วยลิ้นสปอยเลอร์สีดำ อีกทั้งยังติดตั้งสเกิร์ตด้านข้างสีดำมาอีกด้วย เบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารนั้นมาในรูปแบบสปอร์ต เพื่อเพิ่มเติมความเป็นจีทีเอส (GTS) และด้วยภายในห้องโดยสารนั้นจะประดับด้วยหนัง Alcantara สีดำ อาทิเช่น แผงตรงกลางคอนโซล ขอบพวงมาลัย ด้ามเบรคมือ คันเกียร์ ที่เปิดประตูและฝาที่เก็บของตรงประตู ต่างได้รับการติดตั้งมาเป็นมาตรฐานให้กับรถ ซึ่งคาร์เรร่า 4 จีทีเอส (Carrera 4 GTS) ทั้งสองรุ่นจะพร้อมออกขายในประเทศเยอรมนีตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2011 นี้เป็นต้นไป </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/16/07/2011/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88-911-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2-4-%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%80/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปอร์เช่ เคย์แมน เอส แบล็ค อิดิชั่น (Cayman S Black Edition)</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/16/07/2011/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%87/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/16/07/2011/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Jul 2011 13:51:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[330 แรงม้า]]></category>
		<category><![CDATA[6 สูบนอน]]></category>
		<category><![CDATA[Black Edition]]></category>
		<category><![CDATA[Cayman S]]></category>
		<category><![CDATA[Cruise control]]></category>
		<category><![CDATA[PDK]]></category>
		<category><![CDATA[Porsche]]></category>
		<category><![CDATA[ปอร์เช่]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[ล้อ 19 นิ้ว]]></category>
		<category><![CDATA[สปอร์ตคูเป้]]></category>
		<category><![CDATA[สปอร์ตสองที่นั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ]]></category>
		<category><![CDATA[เคย์แมน เอส]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์วางกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[แบล็ค อิดิชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟหน้าแบบไบซีนอล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=289</guid>
		<description><![CDATA[สตุ้ดการ์ด. ปอร์เช่ เอจี พร้อมเผยโฉมเคย์แมนรุ่นพิเศษใหม่ต่อจากเคย์แมน เอส (Cayman S) แล้วนั่นคือเคย์แมน เอส แบล็ค อิดิชั่น (Cayman S Black Edition) ที่จะออกมาอวดโฉมอย่างเป็นทางการเดือนกรกฎาคม 2011 นี้เป็นต้นไป รถยนต์สปอร์ตคูเป้เครื่องยนต์วางกลางคันนี้ มีจำนวนจำกัดอยู่แค่เพียง 500 คันเท่านั้น และแน่นอนว่ามีขุมพลังที่มากขึ้นและมีอุปกรณ์เสริมติดตั้งที่เพียบพร้อมอีกด้วย เคย์แมน เอส แบล็ค อิดิชั่น (Cayman S Black Edition) คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 3.4 ลิตร 6 สูบนอน พร้อมด้วยขุมพลังสูงสุดที่เพิ่มกว่าเดิมถึง 10 แรงม้า (7 กิโลวัตต์) นั่นคือ 330 แรงม้า (243 กิโลวัตต์) ที่รอบเครื่องยนต์ 7,400 รอบต่อนาที (เพิ่มขึ้นอีก 200 รอบต่อนาที) เลยทีเดียว ส่วนแรงบิดสูงสุดนั้นยังคงอยู่ในอัตราเดิมซึ่งอยู่ในระดับที่เหนือชั้นอยู่แล้วนั่นคือ 370 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/Cayman-S-Black-Edition-1.jpg" alt="" /></p>
<p>สตุ้ดการ์ด. ปอร์เช่ เอจี พร้อมเผยโฉมเคย์แมนรุ่นพิเศษใหม่ต่อจากเคย์แมน เอส (Cayman S) แล้วนั่นคือเคย์แมน เอส แบล็ค อิดิชั่น (Cayman S Black Edition) ที่จะออกมาอวดโฉมอย่างเป็นทางการเดือนกรกฎาคม 2011 นี้เป็นต้นไป รถยนต์สปอร์ตคูเป้เครื่องยนต์วางกลางคันนี้ มีจำนวนจำกัดอยู่แค่เพียง 500 คันเท่านั้น และแน่นอนว่ามีขุมพลังที่มากขึ้นและมีอุปกรณ์เสริมติดตั้งที่เพียบพร้อมอีกด้วย เคย์แมน เอส แบล็ค อิดิชั่น (Cayman S Black Edition) คันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 3.4 ลิตร 6 สูบนอน พร้อมด้วยขุมพลังสูงสุดที่เพิ่มกว่าเดิมถึง 10 แรงม้า (7 กิโลวัตต์) นั่นคือ 330 แรงม้า (243 กิโลวัตต์) ที่รอบเครื่องยนต์ 7,400 รอบต่อนาที (เพิ่มขึ้นอีก 200 รอบต่อนาที) เลยทีเดียว ส่วนแรงบิดสูงสุดนั้นยังคงอยู่ในอัตราเดิมซึ่งอยู่ในระดับที่เหนือชั้นอยู่แล้วนั่นคือ 370 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ 4,750 รอบต่อนาทีนั่นเอง </p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/Cayman-S-Black-Edition-2.jpg" alt="" /></p>
<p>ขุมพลังเครื่องยนต์ที่มากขึ้นได้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับรถยนต์สปอร์ตสองที่นั่งสีดำล้วนคันนี้ได้อย่างดีเยี่ยม อัตราเร่งของเครื่องยนต์จาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง (62 ไมล์ต่อชั่วโมง) อยู่แค่เพียง 5.1 วินาที หากติดตั้งระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ซึ่งถือได้ว่ามีการพัฒนาขึ้นกว่าเดิม และหากติดตั้งระบบส่งผ่านกำลังหรือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบอัจฉริยะของปอร์เช่ (Porsche Doppelkupplungsgetriebe (PDK)) ที่เป็นอุปกรณ์เสริมด้วยแล้ว อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้นจะอยู่แค่เพียง 5.0 วินาทีเท่านั้น อัตรานี้สามารถลดลงได้อีกเหลือแค่ 4.8 วินาที หากติดตั้งด้วยระบบการควบคุมการออกตัว (Launch Control) ที่ทำงานผ่านระบบ Sport Chrono package ที่พร้อมให้เลือกติดตั้งเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมนั่นเอง ความเร็วสูงสุดของ เคย์แมน เอส แบล็ค อิดิชั่น (Cayman S Black Edition) เร็วขึ้นกว่าเคย์แมน เอส (Cayman S) ถึง 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (1.24 ไมล์ต่อชั่วโมง) นั่นคือ 279 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับเกียร์ธรรมดาและ 277 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหากติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ PDK </p>
<p>ปอร์เช่ เคย์แมน เอส แบล็ค อิดิชั่น (Porsche Cayman S Black Edition) คันนี้เต็มไปด้วยความปราดเปรียวแบบสปอร์ตและมีรูปลักษณ์ที่ดูคล่องตัวมากขึ้น ด้วยขนาดของล้อ 19 นิ้ว ลาย Boxster Spyder ถือได้ว่าใหญ่กว่าล้อมาตรฐานของเคย์แมน เอส (Cayman S) ธรรมดาหรือล้อลาย Cayman S ถึง 1 นิ้วและมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่กว้างกว่าล้อ 19 นิ้วอื่นๆ ของรุ่นเคย์แมน เอส (Cayman S) ถึงครึ่งนิ้ว ส่วนยางมีขนาด 235/35 ZR 19s บนเพลาหน้าและ 265/35 ZR 19s บนเพลาหลัง</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/Cayman-S-Black-Edition-3.jpg" alt="" /></p>
<p>ด้วยอุปกรณ์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและพร้อมใช้งานอย่างครบครันเหล่านี้ทำให้เคย์แมน เอส แบล็ค อิดิชั่น (Cayman S Black Edition) คันนี้เติมเต็มทุกความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัว อาทิเช่น ระบบไฟหน้าแบบไบซีนอล (Bi-Xenon headlights)ที่มาพร้อมกับระบบไฟเมื่อยามเข้าโค้งและระบบไฟกลางวันแบบ LED และยังมีกระจกภายในและภายนอกที่มีคุณสมบัติป้องกันการลานตาซึ่งทำงานร่วมกับการเซ็นเซอร์ฝน สำหรับเบาะนั่งที่รองรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทางด้านหน้าจะมาในรูปแบบหนังแท้ผสมหนังเทียม (Partial Leather Seats) สีดำพร้อมด้วยโลโก้ปอร์เช่ที่ประดับอยู่บนที่พักศีรษะ ; ระบบควบคุมอุณหภูมิ (Climate control) จะอำนวยให้เกิดอุณหภูมิที่สะดวกสบายต่อผู้โดยสารอีกด้วย ห้องโดยสารของผู้ขับขี่ในเคย์แมน แบล็ค อิดิชั่นคันนี้ ยังติดตั้งพวงมาลัยแบบดีไซน์สปอร์ต (Sport Design steering wheel) และระบบควบคุมการขับเคลื่อน (Cruise control) อีกด้วย เพื่อการขับขี่บนความเร็วที่คงที่และให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ประหยัดและสะดวกสบายต่อผู้ขับขี่นั่นเอง </p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/Cayman-S-Black-Edition-4.jpg" alt="" /></p>
<p>ในทุกๆ รายละเอียดที่อยู่ในรถยนต์สปอร์ตคูเป้รุ่นจำกัดคันนี้เต็มไปด้วยหลักการของการใช้สีเข้ามาเติมแต่งเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแผงหน้าปัดที่อยู่ในรูปแบบสีดำสนิท ก้านเกียร์และขอบแผงหน้ารถต่างเป็นสีดำเช่นกัน กาบประตูทำมาจากเหล็กแสตนเลสและประดับด้วยตัวอักษรคำว่า “Black edition” ; ฝาช่องเก็บสัมภาระยังติดตั้งเหล็กที่สลักให้เห็นถึงความเป็นรุ่นที่มีจำนวนจำกัดอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นรถคันนี้ยังติดตั้งระบบเสียงให้ความบันเทิงแบบ Sound Package Plus ด้วยเช่นกัน และความบันเทิงต่างๆภายในรถจะถูกควบคุมโดยระบบการจัดการการสื่อสารของปอร์เช่หรือ Porsche Communication Management (PCM) นั่นเอง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระบบต่างๆ ไว้มากมาย อาทิเช่น ระบบค้นหาเส้นทาง ระบบการเชื่อมต่อ ระบบเสียงอินเตอร์เฟช (AUX, USB, iPod) อีกทั้งโทรศัพท์มือถือยังสามารถควบคุมผ่านระบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน โดยรวมแล้ว เคย์แมน เอส แบล็ค อิดิชั่น (Cayman S Black Edition) คันนี้เพรียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายตามรูปแบบของปอร์เช่ที่มีทั้งแพคเกจให้ความบันเทิงและแพคเกจดีไซน์ต่างๆ ที่ลงตัวอีกทั้งยังสนนราคาที่น่าประทับใจอีกด้วย </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/16/07/2011/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%99-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b9%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปอร์เช่ พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) ที่สามารถวิ่งทางไกลได้ถึง 1,200 กิโลเมตร</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/20/05/2011/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5-panamer/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/20/05/2011/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5-panamer/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 May 2011 09:55:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[air suspension]]></category>
		<category><![CDATA[Grand Turismo]]></category>
		<category><![CDATA[Panamera Diesel]]></category>
		<category><![CDATA[ขับเคลื่อนล้อหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ดีเซล]]></category>
		<category><![CDATA[ปอร์เช่]]></category>
		<category><![CDATA[พานาเมร่า]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์สปอร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบคอมมอนเรล]]></category>
		<category><![CDATA[เกียร์ทริปทรอนิค]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์ดีเซล]]></category>
		<category><![CDATA[เทอร์โบดีเซล]]></category>
		<category><![CDATA[เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส]]></category>
		<category><![CDATA[แกรนด์ ทัวริสโม่]]></category>
		<category><![CDATA[ไดเรค อินเจคชั่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=286</guid>
		<description><![CDATA[สตุ้ดการ์ด. รถยนต์สปอร์ตแกรนด์ ทัวริสโม่ ชั้นนำจากค่ายปอร์เช่คันนี้สามารถวิ่งทางไกลพร้อมด้วยความเร็วที่เหนือชั้นได้อย่างน่าประทับใจ จากน้ำมันในถังที่มีขนาดความจุ 80 ลิตรนี้เองที่ทำให้พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) ใหม่ล่าสุดคันนี้กลายมาเป็นรถยนต์ จีที ซาลูนที่ประหยัดที่สุดด้วยความสามารถในการวิ่งได้ไกลถึง 1,200 กิโลเมตร ด้วยความยอดเยี่ยมของอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของรถคันนี้ที่มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่แค่เพียง 6.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ตามวงจรการขับขี่ในรูปแบบ NEDC) อีกทั้งยังมีอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 167 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) คันนี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ จึงสามารถวิ่งจากเมืองเบอร์ลินเข้าสู่เมืองเบอล็อคเนอร์ได้โดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมันทีเดียว และหากเลือกติดตั้งล้อและยางที่เป็นมาตรฐานของรถแล้วนั้นอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะอยู่ที่ 6.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (172 กรัมต่อกิโลเมตร) เท่านั้น พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) สามารถเร่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย แม้กระทั่งอยู่ในช่วงระหว่างการขับขี่บนพื้นถนนที่มีความสูงชันหรือขณะขึ้นเขา ซึ่งความสามารถเหล่านี้ได้มาจากเครื่องยนต์ขนาด 3 ลิตร V6 ที่มาพร้อมกับแรงม้าสูงสุดถึง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/2011-Porsche-Panamera-Diesel-1.jpg" alt="" /></p>
<p>สตุ้ดการ์ด. รถยนต์สปอร์ตแกรนด์ ทัวริสโม่ ชั้นนำจากค่ายปอร์เช่คันนี้สามารถวิ่งทางไกลพร้อมด้วยความเร็วที่เหนือชั้นได้อย่างน่าประทับใจ จากน้ำมันในถังที่มีขนาดความจุ 80 ลิตรนี้เองที่ทำให้พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) ใหม่ล่าสุดคันนี้กลายมาเป็นรถยนต์ จีที ซาลูนที่ประหยัดที่สุดด้วยความสามารถในการวิ่งได้ไกลถึง 1,200 กิโลเมตร ด้วยความยอดเยี่ยมของอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงของรถคันนี้ที่มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่แค่เพียง 6.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ตามวงจรการขับขี่ในรูปแบบ NEDC) อีกทั้งยังมีอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 167 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) คันนี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ จึงสามารถวิ่งจากเมืองเบอร์ลินเข้าสู่เมืองเบอล็อคเนอร์ได้โดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมันทีเดียว และหากเลือกติดตั้งล้อและยางที่เป็นมาตรฐานของรถแล้วนั้นอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะอยู่ที่ 6.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (172 กรัมต่อกิโลเมตร) เท่านั้น </p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/2011-Porsche-Panamera-Diesel-2.jpg" alt="" /></p>
<p>พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) สามารถเร่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย แม้กระทั่งอยู่ในช่วงระหว่างการขับขี่บนพื้นถนนที่มีความสูงชันหรือขณะขึ้นเขา ซึ่งความสามารถเหล่านี้ได้มาจากเครื่องยนต์ขนาด 3 ลิตร V6 ที่มาพร้อมกับแรงม้าสูงสุดถึง 250 แรงม้า (184 กิโลวัตต์) ที่รอบเครื่องยนต์ระหว่าง 3,800 และ 4,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 550 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องยนต์ 1,750 รอบต่อนาทีถึง 2,750 รอบนาที ซึ่งส่งผลให้ให้เกิดขุมพละกำลังอย่างมหาศาลเลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นรถคันนี้ยังมีระบบส่งผ่านกำลังที่มีประสิทธิภาพสูงนั่นคือระบบเกียร์ทริปทรอนิค เอส (Tiptronic S) 8 จังหวะ ที่ทำงานร่วมกับลูกสูบแบบเทอร์โบดีเซล 6 สูบได้อย่างลงตัวและส่งผลให้แกรนด์ ทัวริสโม่ (Gran Turismo) ใหม่ล่าสุดคันนี้มีอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียงแค่ 6.8 วินาทีเท่านั้น อีกทั้งยังมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 242 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (150 ไมล์ต่อชั่วโมง) และสำหรับรุ่นพานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) คันนี้ มีระบบขับเคลื่อนแบบขับเคลื่อนล้อหลัง เพื่อส่งเสริมการวิ่งทะยานไปข้างหน้าที่โดดเด่นได้อย่างไร้ขีดจำกัด</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/2011-Porsche-Panamera-Diesel-3.jpg" alt="" /></p>
<p>เครื่องยนต์ขนาด 3 ลิตร V6 ของปอร์เช่ พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) คันนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องยนต์ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีดีเซลชั้นนำ อาทิเช่น ระบบคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น (Common rail Direct Injection) หรือระบบจ่ายน้ำมันแบบรางร่วมซึ่งเป็นระบบจ่ายเชื้อเพลิงประกอบด้วยปั๊มแรงดันสูงถึง 2000 บาร์ผ่านวาล์วไพอีโซ (Piezo Valve) อีกทั้งยังมีตัวเทอร์โบชาร์จที่ทำการควบคุม variable geometry turbochargers (VGTs) แบบอิเล็กทรอนิกส์และยังควบคุมไอเสียได้ดีเยี่ยมโดยใช้ระบบการนำไอเสียกลับมาเผาไหม้ใหม่ (Exhaust Gas Recirculation) และกระบวนการอ็อกซิเดชั่น เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Oxidation Catalyst) ซึ่งมาพร้อมด้วยหม้อกรองเขม่า (particle filter) ด้วยประสิทธิภาพของระบบต่างๆในเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงเหล่านี้จึงทำให้เกิดการสร้างแรงบิดที่ดีเยี่ยม พร้อมกับการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงในอัตราต่ำ และวิ่งได้อย่างราบรื่น มั่นคง และลดมลพิษอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นรถรุ่นใหม่นี้ยังเสริมเพิ่มเติมด้วยการติดตั้งระบบเร่ง/หยุด อัตโนมัติ (Auto start/stop) มาเป็นมาตรฐานให้กับรถอีกด้วย</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/2011-Porsche-Panamera-Diesel-4.jpg" alt="" /></p>
<p>ในเรื่องของการขับขี่ที่คล่องตัวและความสะดวกสบายของพานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) คันนี้นั้นเต็มไปด้วยรูปแบบของความเป็นปอร์เช่อย่างแท้จริง ซึ่งสามารถเลือกติดตั้งระบบช่วงล่างแบบถุงลมหรือAdaptive air suspension ได้หากต้องการเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่และคงไว้ซึ่งการขับขี่ที่คล่องตัวอย่างสปอร์ตได้อย่างลงตัว </p>
<p>รูปลักษณ์ของภายในห้องโดยสารนั้นได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในทุกๆ รายละเอียดให้แก่ผู้โดยสารในรถแกรนด์ ทัวริสโม่ (Grand Turismo) คันนี้ และเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายชั้นเลิศให้กับทั้ง 4 ที่นั่งในห้องโดยสารนั้นรถยนต์คันนี้จึงมีความยาวในห้องโดยสารที่ 4.97 เมตรและมีความสูงถึง 142 เซ็นติเมตร และ พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) คันนี้อวดโฉมความเป็นดีเซลได้เด่นชัดจากคำว่า ‘diesel’ ที่ประทับอยู่ที่ประตูด้านหน้าอีกด้วย </p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/2011-Porsche-Panamera-Diesel-5.jpg" alt="" /></p>
<p>พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) พร้อมส่งมอบตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2011 เป็นต้นไป สำหรับประเทศไทย ท่านสามารถสอบถามเกี่ยวกับรถยนต์ปอร์เช่ พานาเมร่า ดีเซล (Panamera Diesel) ได้จาก บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยเท่านั้น ที่มีศูนย์บริการมาตรฐานและทีมบริการ (Service Teams) ที่มากประสบการณ์ ซึ่งได้รับการฝึกอบรมจากทางโรงงาน ปอร์เช่ประเทศเยอรมนีโดยตรง พร้อมให้บริการรถปอร์เช่ของท่าน </p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/2011-Porsche-Panamera-Diesel-6.jpg" alt="" /></p>
<p>ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ปอร์เช่ ได้ที่ แผนกขาย โทร. 02-522-6655 ต่อ 101-102 หรือ เยี่ยมชมเว็บไซด์ได้ที่ www.porsche.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/20/05/2011/%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88-%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5-panamer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เชฟโรเลต คามาโร มัสเซิลคาร์</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/26/01/2010/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%9f%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%95-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/26/01/2010/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%9f%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%95-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 25 Jan 2010 19:14:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[คามาโร]]></category>
		<category><![CDATA[ถุงลมนิรภัย]]></category>
		<category><![CDATA[ทรานส์ฟอร์เมอร์ส]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดน้ำมัน]]></category>
		<category><![CDATA[มัสเซิลคาร์]]></category>
		<category><![CDATA[ยานยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[รถสปอร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[ระบบความปลอดภัย]]></category>
		<category><![CDATA[เกียร์อัตโนมัติ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เชฟโรเลต]]></category>
		<category><![CDATA[ไดเร็กอินเจ็คชั่น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=194</guid>
		<description><![CDATA[รถสปอร์ตเชฟโรเลต “คามาโร” โฉมปี 2010 ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นตามนโยบายทิศทางใหม่สำหรับทั่วโลกของ จีเอ็ม เพื่อขยายแพล็ตฟอร์มรถยนต์ประเภทนั่งโดยสาร โดยเป็นโมเดลที่สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาด้านยานยนต์และกระบวนการดีไซน์อันก้าวไกลของจีเอ็มในระดับสากล สำหรับแนวคิดเบื้องต้นของคามาโรนั้นมีพื้นฐานมาจากรถมัสเซิลคาร์ ดูดุดันสไตล์อเมริกัน ผสานด้วยที่สุดแห่งเทคโนโลยีวิศวรรมยานยนต์ที่คิดค้นร่วมกันระหว่างทีมนักวิศวกรชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย โดยได้ทำการตรวจสอบสมรรถนะบนพื้นถนนจริงในหลายประเทศทั่วโลก และประกอบขึ้นภายในโรงงานที่ได้รับรางวัลการันตีของจีเอ็มในเมืองโอชาวา เขตออนตาริโอ ประเทศแคนาดา จุดเด่นด้านดีไซน์ ด้วยรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ตกทอดมาจากคามาโรรุ่นก่อนๆ ทำให้สปอร์ตคูเป้สองประตูรุ่นนี้ โดดเด่นด้วยขนาดฐานล้อ 2,852 มิลลิเมตรและความยาวตลอดช่วงตัวถัง 4,836 มิลลิเมตร ความกว้างและความสูงของรถอยู่ที่ 1,918 และ 1,376 มิลลิเมตรตามลำดับ โดยคามาโรรุ่นที่ใช้ขุมพลัง วี6 มีระดับค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ 0.37 Cd. ในขณะที่รุ่น SS ที่ใช้ขุมพลัง วี8 มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน 0.35 Cd. สำหรับรุ่นที่เป็นโมเดล SS จะมีช่องรับอากาศอยู่บนฝากระโปรงหน้า และช่องรับอากาศด้านล่างที่มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น เพิ่มทั้งความดุดัน ให้ประโยชน์ในเรื่องการดักอากาศเข้าเครื่องยนต์ และเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ คามาโร มาพร้อมเสาหลังคากลาง หรือ B Pillar ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง พ่วงมาด้วยนวัตกรรมล้ำประสิทธิภาพอันเป็นกรรมวิธีการปั๊มขึ้นรูปตัวถังด้วยโลหะแผ่นเดียว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/รถยนต์/Chevrolet/Chevrolet-Camaro-1.jpg" alt="" /></p>
<p>รถสปอร์ตเชฟโรเลต “คามาโร” โฉมปี 2010 ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นตามนโยบายทิศทางใหม่สำหรับทั่วโลกของ จีเอ็ม เพื่อขยายแพล็ตฟอร์มรถยนต์ประเภทนั่งโดยสาร โดยเป็นโมเดลที่สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาด้านยานยนต์และกระบวนการดีไซน์อันก้าวไกลของจีเอ็มในระดับสากล สำหรับแนวคิดเบื้องต้นของคามาโรนั้นมีพื้นฐานมาจากรถมัสเซิลคาร์ ดูดุดันสไตล์อเมริกัน ผสานด้วยที่สุดแห่งเทคโนโลยีวิศวรรมยานยนต์ที่คิดค้นร่วมกันระหว่างทีมนักวิศวกรชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย โดยได้ทำการตรวจสอบสมรรถนะบนพื้นถนนจริงในหลายประเทศทั่วโลก และประกอบขึ้นภายในโรงงานที่ได้รับรางวัลการันตีของจีเอ็มในเมืองโอชาวา เขตออนตาริโอ ประเทศแคนาดา</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/รถยนต์/Chevrolet/Chevrolet-Camaro-2.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>จุดเด่นด้านดีไซน์</strong><br />
ด้วยรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ตกทอดมาจากคามาโรรุ่นก่อนๆ ทำให้สปอร์ตคูเป้สองประตูรุ่นนี้ โดดเด่นด้วยขนาดฐานล้อ 2,852 มิลลิเมตรและความยาวตลอดช่วงตัวถัง 4,836 มิลลิเมตร ความกว้างและความสูงของรถอยู่ที่ 1,918 และ 1,376 มิลลิเมตรตามลำดับ โดยคามาโรรุ่นที่ใช้ขุมพลัง วี6 มีระดับค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ 0.37 Cd. ในขณะที่รุ่น SS ที่ใช้ขุมพลัง วี8 มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน 0.35 Cd. สำหรับรุ่นที่เป็นโมเดล SS จะมีช่องรับอากาศอยู่บนฝากระโปรงหน้า และช่องรับอากาศด้านล่างที่มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น เพิ่มทั้งความดุดัน ให้ประโยชน์ในเรื่องการดักอากาศเข้าเครื่องยนต์ และเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ </p>
<p>คามาโร มาพร้อมเสาหลังคากลาง หรือ B Pillar ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง พ่วงมาด้วยนวัตกรรมล้ำประสิทธิภาพอันเป็นกรรมวิธีการปั๊มขึ้นรูปตัวถังด้วยโลหะแผ่นเดียว เอื้อประโยชน์ให้ได้รูปทรงด้านข้างของรถมีความสวยงามหมดจด โดดเด่นด้วยกันชนด้านข้างรถทรงครีบปลาหรือ “Gills” อันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของคามาโร พร้อมสีสันสะดุดตาให้เลือกได้ถึง 10 เฉดสี</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/รถยนต์/Chevrolet/Chevrolet-Camaro-Interior.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>การตกแต่งภายใน</strong><br />
ห้องโดยสารมาตรฐานสำหรับ 4 ที่นั่งได้รับการดีไซน์ให้เกิดความสมดุลย์ระหว่างรูปแบบเดิมของคามาโรและการออกแบบที่ล้ำสมัยในสไตล์เรียบง่ายแต่ยังคงรายละเอียดปลีกย่อยเพื่อความประณีตสวยงาม แสงสีที่ใช้ภายในพื้นที่โดยสารมาจากระบบไฟแอลอีดีอันทันสมัย พร้อมแผงควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย “ไดร์ฟเวอร์อินฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์” ที่สามารถออกเสียงได้โดยอัตโนมัติ และแผงควบคุมต่างๆ ผ่านปุ่มข้างพวงมาลัยแบบ มัลติฟังชั่นส์ สำหรับรุ่น LS สามารถเลือกออพชั่นติดตั้งเกจ์วัดบนแผงคอนโซล ทั้งเกจ์วัดอุณหภูมิและระดับค่าโวลต์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สแตนดาร์ดในรุ่น LT และ SS  รถสปอร์ตคามาโรใหม่ทุกรุ่นโดดเด่นด้วยสมรรถนะเหนือชั้นจากระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ครูสคอนโทรล มาพร้อมพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังแท้ ทรงประสิทธิภาพแห่งการขับเคลื่อนด้วยระบบควบคุมพวงมาลัยอัตโนมัติ รวมถึงรีโมทสตาร์ทเครื่องยนต์อัตโนมัติและพอร์ตสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ ไอพอด บลูทูธ และยูเอสบี ที่รวมอยู่ในแพ็คเกจ Driver Convenience and Connectivity เพื่อความสะดวกสบายเหนือระดับต่อผู้ขับขี่ นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อคันเกียร์แบบระยะสั้นจากเฮิร์ส (Hurst) เป็นออพชั่นเพิ่มเติมเพื่อเติมประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสุดมันส์ไปอีกขั้น</p>
<p>ระบบเพื่อความบันเทิงภายในของคามาโรประกอบด้วยวิทยุเครื่องเล่นแผ่นซีดีแบบแผ่นเดียวพร้อมลำโพง 6 ตัวสำหรับโมเดลรุ่น LS, LT และ SS ส่วนสุดยอดระบบเสียง “บอสตัน อาคูสติคส์” (Boston Acoustics) 245 วัตต์ พร้อมลำโพง 9 ตัวนั้น มีให้เลือกเป็นออพชั่นสำหรับโมเดลรุ่น LT และ SS</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/รถยนต์/Chevrolet/Chevrolet-Camaro-Tail-Light.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>พลังเหนือสมรรถนะ</strong><br />
ทั้งคามาโรรุ่น LT และ LS ต่างมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด วี6 ความจุ 3.6 ลิตร ไดเร็กอินเจ็คชั่น พละกำลังสูงสุด 304 แรงม้า แรงบิด 370 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นสเปกเครื่องยนต์รุ่นเดียวกับคามาโร สีเหลือง หรือ “บัมเบิลบี” จากเรื่อง ทรานส์ฟอร์เมอร์ส ที่ทางเชฟโรเลต ประเทศไทยนำมาแสดงในงานนี้ แม้ว่าคามาโรใหม่จะมีอัตราส่วนกำลังอัดที่ 11.3:1 แต่ขุมพลังจากเครื่องยนต์ 3.6 ลิตร DI รุ่นนี้ก็ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อการขับเคลื่อนอันลื่นไหลแบบไม่มีสะดุดโดยใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่ว</p>
<p>คามาโร โมเดล SS นั้นใช้เครื่องยนต์ 2 รุ่นที่มีประสิทธิภาพเร้าใจ เป็นบล็อก วี8 เอียงทำมุม 90 องศา ความจุมหาศาล 6.2 ลิตร ผลิตจากอลูมิเนียมพร้อมกล่องลูกสูบทรงกระบอกทำจากเหล็กพร้อมหัวสูบอลูมิเนียม แข็งแรงทนทาน รวมถึงที่รองน้ำมันใต้เครื่องยนต์ทำจากอลูมิเนียมหล่อ และหัวสูบสองวาล์วที่ดีไซน์มาจากหลักพลศาสตร์การไหลเวียนอากาศซึ่งได้รับการทดสอบและรับรองด้วยมาตรฐานอันน่าเชื่อถือสำหรับรถแข่งแนสคาร์โดยเฉพาะ</p>
<p>ขุมพลังของคามาโร SS รุ่นแรกใช้รหัส L99 มีพละกำลังสูงสุดถึง 400 แรงม้า ที่ 5,900 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 556 นิวตันเมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที ส่วนอีกหนึ่งรุ่นรหัส LS3 ได้รับการพัฒนาให้มีพละกำลังสูงสุดถึง 426 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 569 นิวตันเมตร เอ้าท์พุทของเครื่องยนต์ L99 จะต่ำกว่าโดยผ่านอัตราส่วนกำลังอัดที่ 10.4:1 ต่อ 10.7:1 มีระบบจัดการการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบพิเศษหรือ Active Fuel Management System ที่จะช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงในรอบต่ำ ซึ่งเครื่องยนต์ L99 นี้ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด</p>
<p>ทั้งคามาโรรุ่น LT และ LS ใช้ระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดที่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเป็นออพชั่นพิเศษ ส่วนในโมเดลที่ใช้เครื่องยนต์ 3.6 ลิตร จะใช้ระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด AY6 จาก Aisin พร้อมเสริมออพชั่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Hydra-Matic 6L50 ขณะที่รุ่น SS ใช้ระบบเกียร์ธรรมดาแบบช่วงสั้น 6 สปีด Tremec TR 6060 พร้อมออพชั่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Hydra-Matic 6L80 ให้เลืือกพิเศษ</p>
<p>ระบบเกียร์อัตโนมัติทั้งสองรุ่นเน้นการผสานนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการการเร่งเครื่องและการประหยัดน้ำมันที่เหนือกว่า โดยคันบังคับเกียร์จะติดตั้งอยู่ที่พวงมาลัยรถและควบคุมด้วยระบบอันเหนือชั้น Performance Algorithm Shifting</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/รถยนต์/Chevrolet/Chevrolet-Camaro-3.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>แซสซิสและระบบป้องกันแรงสั่นสะเทือน</strong><br />
คามาโร โฉมใหม่ได้อัพเกรดระบบป้องกันแรงสั่นสะเทือนทั้งในส่วนหน้าและส่วนหลังของตัวรถที่ทำงานแยกเป็นอิสระอย่างเต็มที่ด้วยซัสเพนชั่นลิงค์ 4.5 รองรับแรงกระแทกตรงส่วนหลัง โดยรถโมเดลที่ใช้ขุมพลัง วี6 จะมีแพ็คเกจระบบป้องกันแรงสั่นสะเทือน FE2 สำหรับรถสปอร์ต และรถโมเดลที่ใช้ขุมพลัง วี8 จะใช้แพ็คเกจ FE3 สำหรับรถสมรรถนะสูงสุดโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ระบบป้องกันแรงสั่นสะเทือนในส่วนหน้าประกอบด้วยแท่นรักษาสมดุลย์การทรงตัวโดยตรงของตัวถัง ในขณะที่ในส่วนหลังจะมีหน้าที่ในการสร้างการยึดเกาะถนนที่ดีในแนวขวางเพื่อการควบคุมการขับขี่ที่เสถียรยิ่งขึ้น โดยมีโช้คอัพพร้อมขดลวดสปริงติดตั้งอยู่ในส่วนหลังนี้ด้วย พื้นที่ส่วนหน้าของรถคามาโรทุกโมเดลมีความยาว 1,618 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังของโมเดล LS และ LT ยาว 1,628 มิลลิเมตร และ 1,618 มิลลิเมตรสำหรับรุ่น SS </p>
<p>อุปกรณ์พิเศษอื่นๆ รวมถึงดิสก์เบรค 4 ล้อ โดยใช้เบรคจากเบรมโบ (Brembo) 4 ลูกสูบในรุ่น SS พร้อมระบบไฮโดรลิกช่วยเบรค ระบบควบคุมความเสถียรอิเล็คทรอนิคส์ StabiliTrak และเพอร์ฟอร์มมานซ์ ลอนช์ คอนโทรลในรุ่น SS ที่ใช้เกียร์ธรรมดา</p>
<p>ในรุ่น LS และ LT ใช้ยางขนาด 18 นิ้วหรือเลือกออพชั่นเป็น 19 นิ้วได้ และสำหรับรุ่น SS ใช้ยางขนาด 19 นิ้วเป็นสแตนดาร์ดพร้อมเลือกเปลี่ยนออพชั่นเป็น 20 นิ้ว ส่วนยางรถยนต์ขนาด 21 นิ้ว มีวางจำหน่ายพิเศษโดยเฉพาะ</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/รถยนต์/Chevrolet/Chevrolet-Camaro-Front.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ระบบความปลอดภัย</strong><br />
คามาโร เน้นระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสมบูรณ์แบบ นอกจากโครงสร้างบอดี้รถอันแข็งแกร่งที่มาพร้อมห้องโดยสารที่มีความปลอดภัยสูงสุดแล้ว ระบบรักษาความปลอดภัยของคามาโรยังประกอบไปด้วย</p>
<p>•	ถุงลมนิรภัยคู่หน้าแบบสองจังหวะ<br />
•	ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับที่นั่งคู่หน้าแบบติดตั้งที่เบาะนั่ง<br />
•	ม่านถุงลมนิรภัยสำหรับที่นั่งคู่หน้าและคู่หลัง<br />
•	เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าระบบดึงกลับอัตโนมัติ<br />
•	ระบบตรวจจับผู้โดยสารเบาะหน้าที่สามารถระบุได้ว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่รูปร่างเล็กนั่งอยู่ เพื่อทำการปรับระดับการพองตัวออกของถุงลมนิรภัยในกรณีฉุกเฉินอย่างเหมาะสม </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/26/01/2010/%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%9f%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%95-%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Lamborghini Gallardo LP560-4 Coupe และ Spyder</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/09/03/2009/lamborghini-gallardo-lp560-4-coupe-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-spyder/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/09/03/2009/lamborghini-gallardo-lp560-4-coupe-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-spyder/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 09 Mar 2009 11:09:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[560 แรงม้า]]></category>
		<category><![CDATA[6-speed]]></category>
		<category><![CDATA[all-wheel drive]]></category>
		<category><![CDATA[automated manual]]></category>
		<category><![CDATA[carbon-ceramic]]></category>
		<category><![CDATA[Coupe]]></category>
		<category><![CDATA[Gallardo]]></category>
		<category><![CDATA[Lamborghini]]></category>
		<category><![CDATA[LP560-4]]></category>
		<category><![CDATA[Spyder]]></category>
		<category><![CDATA[ขับเคลื่อน 4 ล้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์คาร์]]></category>
		<category><![CDATA[ลัมบอร์กินี]]></category>
		<category><![CDATA[วงการยานยนต์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดประทุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=104</guid>
		<description><![CDATA[ลัมบอร์กินี เป็นอีกค่ายหนึ่งที่ยืนหยัดผลิต รถซูเปอร์คาร์ ออกมาจำหน่ายเอาใจบรรดาเศรษฐีกระเป๋าหนักจากทั่วโลก มาเป็นเวลายาวนาน จนแทบจะเรียกได้ว่า ลัมบอร์กินี คืออีกหนึ่งตำนานของวงการยานยนต์โลก ล่าสุดทาง ลัมบอร์กินี ส่ง Gallardo LP560-4 เปิดประทุน หลังจากปล่อยตัว คูเป้ มาทำตลาดเมื่อต้นปี 2008 โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ตลาดสหรัฐอเมริกา ตัวเลข 560 คือตัวเลขจำนวนแรงม้าที่รถรุ่นนี้มี และ 4 คือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่ง Gallardo ก็ขับเคลื่อน 4 ล้อทุกรุ่นอยู่แล้ว และเป็นแบบ all-wheel drive หรือ ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา สำหรับตัว เปิดประทุน นั้นแตกต่างจากตัว คูเป้ ในส่วนของ ลายล้อแม็ก หลังคา ซึ่งเป็นหลังคาแบบอ่อน พับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า และ ระบบป้องกันศีรษะเวลาที่ตัวรถพลิกคว่ำเท่านั้น ที่เหลือนั้นแทบแยกไม่ออก ในส่วนของ เครื่องยนต์ ของ Gallardo [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img4.imageshack.us/img4/2127/lamborghinigallardospyd.jpg" alt="" /></p>
<p>ลัมบอร์กินี เป็นอีกค่ายหนึ่งที่ยืนหยัดผลิต รถซูเปอร์คาร์ ออกมาจำหน่ายเอาใจบรรดาเศรษฐีกระเป๋าหนักจากทั่วโลก มาเป็นเวลายาวนาน จนแทบจะเรียกได้ว่า ลัมบอร์กินี คืออีกหนึ่งตำนานของวงการยานยนต์โลก ล่าสุดทาง ลัมบอร์กินี ส่ง Gallardo LP560-4 เปิดประทุน หลังจากปล่อยตัว คูเป้ มาทำตลาดเมื่อต้นปี 2008 โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ตลาดสหรัฐอเมริกา</p>
<p><img src="http://img13.imageshack.us/img13/7055/lamborghinigallardolp56g.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวเลข 560 คือตัวเลขจำนวนแรงม้าที่รถรุ่นนี้มี และ 4 คือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่ง Gallardo ก็ขับเคลื่อน 4 ล้อทุกรุ่นอยู่แล้ว และเป็นแบบ all-wheel drive หรือ ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา สำหรับตัว เปิดประทุน นั้นแตกต่างจากตัว คูเป้ ในส่วนของ ลายล้อแม็ก หลังคา ซึ่งเป็นหลังคาแบบอ่อน พับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า และ ระบบป้องกันศีรษะเวลาที่ตัวรถพลิกคว่ำเท่านั้น ที่เหลือนั้นแทบแยกไม่ออก</p>
<p><img src="http://img21.imageshack.us/img21/8935/lamborghinigallardolp56w.jpg" alt="" /></p>
<p>ในส่วนของ เครื่องยนต์ ของ Gallardo นั้นใช้ เครื่องยนต์ วี 10 สูบ ผลิตจาก อลูมิเนียมอัลลอย ทั้งตัวเครื่องและฝาสูบ ใช้ระบบ ฉีดเชื้อเพลิงตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ความจุ 5204 ซีซี มีแรงม้าในรุ่นคูเป้ 552 แรงม้า ที่ 8000 รอบต่อนาที รุ่นเปิดประทุน 560 แรงม้าที่ 8000 รอบต่อนาที เช่นกัน แรงบิดมหาศาลที่ 398 ปอนด์ต่อฟุต ที่ 6500 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0 ถึง 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ในเวลา 3.2 วินาที ส่วนรุ่นเปิดประทุนทำเวลาได้ 3.7 วินาที และความเร็วสูงสุดเกิน 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งสองรุ่น</p>
<p><img src="http://img16.imageshack.us/img16/8445/lamborghinigallardolp56.jpg" alt="" /></p>
<p>ลัมบอร์กินี Gallardo ใช้เกียร์แบบ 6-speed automated manual ตัวนี้ผมแปลไม่ออกว่ามันทำงานยังไง แต่เข้าใจว่าเป็นเกียร์แบบ รถแข่ง F1 คือต้องเปลี่ยนเกียร์เอง แต่ไม่มีคลัทช์ และถ้าต้องการระบบเบรกแบบ carbon-ceramic ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ส่วนสปอยเลอร์ด้านท้ายรถ ต้องขับให้ความเร็วเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันถึงจะยืดขึ้นมานะครับ</p>
<p><img src="http://img13.imageshack.us/img13/8445/lamborghinigallardolp56.jpg" alt="" /></p>
<p>สำหรับราคาค่าตัวของ Gallardo LP560-4 ในสหรัฐอเมริกาคาดว่า รุ่นเปิดประทุนจะไม่ต่ำกว่า 220000 เหรียญแน่นอน ส่วนรุ่นคูเป้นั้นมีค่าตัวอยู่ที่ 202100 เหรียญ แต่ถ้าใครอยากได้เจ้า กระทิงอิตาเลี่ยนตัวงาม ตัวนี้ลองสอบถามราคากับผู้นำเข้าเองดีกว่าครับ</p>
<p><img src="http://img4.imageshack.us/img4/3130/lamborghinigallardolp56e.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/09/03/2009/lamborghini-gallardo-lp560-4-coupe-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-spyder/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Porsche Panamera ซูเปอร์คาร์ 4 ประตู ใหม่ล่าสุดจาก พอร์ช</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/15/12/2008/porsche-panamera-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-4-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b9-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/15/12/2008/porsche-panamera-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-4-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b9-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Dec 2008 11:24:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[4 ประตู]]></category>
		<category><![CDATA[Panamera]]></category>
		<category><![CDATA[Porsche]]></category>
		<category><![CDATA[ขับเคลื่อนล้อหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์คาร์]]></category>
		<category><![CDATA[พอร์ช]]></category>
		<category><![CDATA[พานาเมอรา]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เทอร์โบ]]></category>
		<category><![CDATA[เบนซิน]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมนี]]></category>
		<category><![CDATA[ไดเร็กต์อินเจ็กชัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=66</guid>
		<description><![CDATA[ได้ฤกษ์เปิดตัวสักทีสำหรับพอร์ช 4 ประตู ซึ่งในตอนนี้ซูเปอร์คาร์แบรนด์ดังแห่งเยอรมนีจัดการเผยโฉมภาพและรายละเอียดของ พานาเมอรา ออกมาแล้ว หลังจากที่เปิดเผยความเคลื่อนไหวของโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2005 พานาเมอรา ถือเป็นรถยนต์ 4 ประตูรุ่นแรกในไลน์ผลิตของพอร์ช แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พอร์ชคิดจะผลิตรถยนต์ 4 ประตู เพราะถ้ายังจำกันได้ย้อนกลับไปในปี 1988 พอร์ชภายใต้การนำทัพของอุลริช เบซ ซึ่งปัจจุบันเป็นซีอีโอของแอสตันมาร์ติน เคยวาดฝันที่จะผลิตเก๋ง 4 ประตูออกสู่ตลาดเพื่อเสริมทัพกับรุ่น 928 ในการแข่งกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งแนวคิดนี้ได้กลายมาเป็นรหัส 989 ในอีก 3 ปีให้หลัง แต่นั่นก็เป็นแค่ต้นแบบเท่านั้น และรถยนต์รุ่นนี้ก็ไม่เคยนำออกมาจัดแสดงสู่สาธารณะชนเลยแต่สุดท้ายอีก 20 ปีให้หลัง โปรเจ็กต์ได้กลายเป็นจริง จะเรียกว่าเป็นรถยนต์ซีดานก็คงกระดากใจนิดหน่อย เพราะแม้ว่าแม้จะมีตัวถัง 4 ประตู แต่ทว่าพานาเมอราก็ได้รับการออกแบบให้มีตัวถังด้านท้ายที่ลาดเทคล้ายกับท้ายอขง 911 และฝากระโปรงหลังก็เปิดออกพร้อมกับกระจกบังลมหลัง คล้ายกับฝากระโปรงท้ายของรถยนต์ตัวถังแฮทช์แบ็กมากกว่า ขนาดตัวถังมีความยาว 4,970 มิลลิเมตร กว้าง 1,931 มิลลิเมตร สูง 1,418 มิลลิเมตร เครื่องยนต์วางด้านหน้าและขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนทางเลือกของเครื่องยนต์เท่าที่มีการเปิดเผยออกมาในตอนนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img75.imageshack.us/img75/4019/porschepanamera1ot7.jpg" alt="" /></p>
<p>ได้ฤกษ์เปิดตัวสักทีสำหรับพอร์ช 4 ประตู ซึ่งในตอนนี้ซูเปอร์คาร์แบรนด์ดังแห่งเยอรมนีจัดการเผยโฉมภาพและรายละเอียดของ พานาเมอรา ออกมาแล้ว หลังจากที่เปิดเผยความเคลื่อนไหวของโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2005</p>
<p>     พานาเมอรา ถือเป็นรถยนต์ 4 ประตูรุ่นแรกในไลน์ผลิตของพอร์ช แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พอร์ชคิดจะผลิตรถยนต์ 4 ประตู เพราะถ้ายังจำกันได้ย้อนกลับไปในปี 1988 พอร์ชภายใต้การนำทัพของอุลริช เบซ ซึ่งปัจจุบันเป็นซีอีโอของแอสตันมาร์ติน เคยวาดฝันที่จะผลิตเก๋ง 4 ประตูออกสู่ตลาดเพื่อเสริมทัพกับรุ่น 928 ในการแข่งกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งแนวคิดนี้ได้กลายมาเป็นรหัส 989 ในอีก 3 ปีให้หลัง แต่นั่นก็เป็นแค่ต้นแบบเท่านั้น และรถยนต์รุ่นนี้ก็ไม่เคยนำออกมาจัดแสดงสู่สาธารณะชนเลยแต่สุดท้ายอีก 20 ปีให้หลัง โปรเจ็กต์ได้กลายเป็นจริง</p>
<p><img src="http://img68.imageshack.us/img68/9702/porschepanamera2hn3.jpg" alt="" /></p>
<p>     จะเรียกว่าเป็นรถยนต์ซีดานก็คงกระดากใจนิดหน่อย เพราะแม้ว่าแม้จะมีตัวถัง 4 ประตู แต่ทว่าพานาเมอราก็ได้รับการออกแบบให้มีตัวถังด้านท้ายที่ลาดเทคล้ายกับท้ายอขง 911 และฝากระโปรงหลังก็เปิดออกพร้อมกับกระจกบังลมหลัง คล้ายกับฝากระโปรงท้ายของรถยนต์ตัวถังแฮทช์แบ็กมากกว่า</p>
<p>       ขนาดตัวถังมีความยาว 4,970 มิลลิเมตร กว้าง 1,931 มิลลิเมตร สูง 1,418 มิลลิเมตร เครื่องยนต์วางด้านหน้าและขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนทางเลือกของเครื่องยนต์เท่าที่มีการเปิดเผยออกมาในตอนนี้ เป็นแบบบล็อก V ล้วนๆ ทั้ง 6 และ 8 สูบ โดยเน้นไปที่เบนซินแบบไดเร็กต์อินเจ็กชันหรือ DFI เป็นหลัก มีทั้งหายใจเอง และอัดอากาศด้วยเทอร์โบ โดยมีกำลังอยู่ในระดับ 300-500 แรงม้า</p>
<p><img src="http://img244.imageshack.us/img244/2609/porschepanamera3uy5.jpg" alt="" /></p>
<p>       ส่วนความจุแม้ยังไม่ระบุ แต่เชื่อว่าจะมีทั้ง 3,600 ซีซี, 4,800 ซีซี และ 4,800 ซีซี เทอร์โบเหมือนกับคาเยนน์ ส่วนระบบส่งกำลังมีทั้งแบบธรรมดา 6 จังหวะ และอัตโนมัติแบบดับเบิลคลัตช์ 7 จังหวะที่เรียกว่า PDK- Doppelkupplungsgetriebe</p>
<p>       พอร์ชเผยว่าพานาเมอราสามารถเป็นรถยนต์ที่ Made in Germany อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะว่ากว่า 70% ของชิ้นส่วนได้รับการผลิตจากซัพพลายเออร์ในแดนเบียร์ โดยที่การผลิตเครื่องยนต์จะมีขึ้นที่โรงงานเมืองสตุ๊ตการ์ท ส่วนตัวถังทั้งการผลิตและพ่นสีอยู่ที่โรงงานในเมืองฮันโนเวอร์ซึ่งเป็นโรงงานของโฟล์คสวาเกน จากนั้นจะส่งทั้งหมดมาประกอบที่โรงงานในเมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี</p>
<p><img src="http://img68.imageshack.us/img68/2932/porschepanamera4js8.jpg" alt="" /></p>
<p>    ยอดจำหน่ายต่อปีที่ตั้งเอาไว้ยังเหมือนเดิม อยู่ที่ 20,000 คันทั่วโลก ส่วนราคายังไม่เปิดเผยออกมา ต้องรอจนกระทั่งถึงเดือนมีนาคม 2009 จึงจะมีรายละเอียดแบบเต็มๆ พร้อมราคาออกมาให้รับทราบ</p>
<p><img src="http://img234.imageshack.us/img234/4261/porschepanamera5yv6.jpg" alt="" /></p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000143274">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/15/12/2008/porsche-panamera-%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c-4-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b9-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Aston Martin One-77 อภิมหาซูเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดในโลก</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/aston-martin-one-77-%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/aston-martin-one-77-%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Dec 2008 16:03:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[000 ซีซี]]></category>
		<category><![CDATA[1.3 ล้านยูโร]]></category>
		<category><![CDATA[7]]></category>
		<category><![CDATA[Aston Martin]]></category>
		<category><![CDATA[One-77]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนไฟเบอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์คาร์]]></category>
		<category><![CDATA[บูกัตตี้ เวย์รอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลัมบอร์กินี เรเบนตัน]]></category>
		<category><![CDATA[วี12]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เฟอร์รารี่ FXX]]></category>
		<category><![CDATA[แพงที่สุดในโลก]]></category>
		<category><![CDATA[แอสตัน มาร์ติน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[ไม่รู้จะปิดบังอะไรกันนักหนา เพราะคันจริงของโปรเจ็กต์สุดระห่ำจากค่าย แอสตัน มาร์ติน ที่หวังกระชากเงินออกจากบัญชีของบรรดาเศรษฐีอย่าง One-77 น่าจะเสร็จสิ้นเป็นคันจริงแล้วถึงขนาดนำมาคลุมผ้าจัดแสดงในเวทีปารีส มอเตอร์โชว์ แต่ทางแอสตัน มาร์ตินก็ดันงกเปิดเผยให้เห็นแค่ไฟหน้าเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็มีภาพคันจริงแบบเต็มๆ ของ One-77 หลุดออกมาให้เห็นสักที ซึ่งจากภาพที่เห็นอยู่นี้ แม้ว่าทางเว็บไซต์ในฮอลแลนด์ซึ่งนำภาพชุดนี้มาเผยแพร่จะไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรออกมามากนัก แต่นักวิเคราะห์ภาพ Spy Shot ต่างเชื่อว่าน่าจะเป็นภาพของคันต้นแบบที่จะได้รับการต่อยอดเป็นคันจริง หรือไม่ก็เป็นหุ่นจำลองดินเหนียว หรือ Clay model ของ One-77 อันเนื่องมาจากไฟหน้าซึ่งถูกปิดทึบแทนที่จะเป็นเลนส์ใสเหมือนกับรถยนต์ทั่วไป แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการรับทราบถึงรายละเอียดของรูปทรงโดยรวมของซูเปอร์คาร์ค่าตัวหลักล้านคันแรกของค่ายแอสตัน มาร์ติน สำหรับรายละเอียดของตัวรถเท่าที่มีการเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ คือ เป็นซูเปอร์คาร์ที่มีการผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 77 คันเท่านั้น (ตามชื่อรุ่น) เพื่อเป็นคู่ปรับของบูกัตตี้ เวย์รอน, เฟอร์รารี่ FXX , ลัมบอร์กินี เรเบนตัน รวมถึงโปรเจ็กต์ใหม่ของค่ายแม็คลาเรนที่เตรียมปัดฝุ่นนำชื่อ F1 กลับมาอีกครั้ง เครื่องยนต์ก็จะเป็นการอัพเกรดขุมพลังวี12 ที่มีอยู่แล้วให้มีความจุกระบอกสูบขยับขึ้นเป็น 7,000 ซีซี ซึ่งคาดว่าจะมีการผลิตกำลังออกมาได้ราวๆ 650-700 แรงม้า แม้จะไม่ได้มากมายอะไร แต่เมื่อบวกกับพื้นฐานที่ดีและน้ำหนักตัวที่เบาเพราะใช้แชสซีส์ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์และตัวถังผลิตจากอะลูมิเนียม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img376.imageshack.us/img376/3083/astonmartinone771gc6.jpg" alt="" /></p>
<p>     ไม่รู้จะปิดบังอะไรกันนักหนา เพราะคันจริงของโปรเจ็กต์สุดระห่ำจากค่าย แอสตัน มาร์ติน ที่หวังกระชากเงินออกจากบัญชีของบรรดาเศรษฐีอย่าง One-77 น่าจะเสร็จสิ้นเป็นคันจริงแล้วถึงขนาดนำมาคลุมผ้าจัดแสดงในเวทีปารีส มอเตอร์โชว์ แต่ทางแอสตัน มาร์ตินก็ดันงกเปิดเผยให้เห็นแค่ไฟหน้าเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง</p>
<p>     อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็มีภาพคันจริงแบบเต็มๆ ของ One-77 หลุดออกมาให้เห็นสักที ซึ่งจากภาพที่เห็นอยู่นี้ แม้ว่าทางเว็บไซต์ในฮอลแลนด์ซึ่งนำภาพชุดนี้มาเผยแพร่จะไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรออกมามากนัก แต่นักวิเคราะห์ภาพ Spy Shot ต่างเชื่อว่าน่าจะเป็นภาพของคันต้นแบบที่จะได้รับการต่อยอดเป็นคันจริง หรือไม่ก็เป็นหุ่นจำลองดินเหนียว หรือ Clay model ของ One-77 อันเนื่องมาจากไฟหน้าซึ่งถูกปิดทึบแทนที่จะเป็นเลนส์ใสเหมือนกับรถยนต์ทั่วไป</p>
<p><img src="http://img178.imageshack.us/img178/8573/astonmartinone772tz4.jpg" alt="" /></p>
<p>     แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการรับทราบถึงรายละเอียดของรูปทรงโดยรวมของซูเปอร์คาร์ค่าตัวหลักล้านคันแรกของค่ายแอสตัน มาร์ติน</p>
<p>       สำหรับรายละเอียดของตัวรถเท่าที่มีการเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ คือ เป็นซูเปอร์คาร์ที่มีการผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 77 คันเท่านั้น (ตามชื่อรุ่น) เพื่อเป็นคู่ปรับของบูกัตตี้ เวย์รอน, เฟอร์รารี่ FXX , ลัมบอร์กินี เรเบนตัน รวมถึงโปรเจ็กต์ใหม่ของค่ายแม็คลาเรนที่เตรียมปัดฝุ่นนำชื่อ F1 กลับมาอีกครั้ง</p>
<p><img src="http://img376.imageshack.us/img376/9083/astonmartinone773lm0.jpg" alt="" /></p>
<p>    เครื่องยนต์ก็จะเป็นการอัพเกรดขุมพลังวี12 ที่มีอยู่แล้วให้มีความจุกระบอกสูบขยับขึ้นเป็น 7,000 ซีซี ซึ่งคาดว่าจะมีการผลิตกำลังออกมาได้ราวๆ 650-700 แรงม้า แม้จะไม่ได้มากมายอะไร แต่เมื่อบวกกับพื้นฐานที่ดีและน้ำหนักตัวที่เบาเพราะใช้แชสซีส์ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์และตัวถังผลิตจากอะลูมิเนียม ทำให้ One-77 มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 353 กิโลเมตรต่อชั่วโมง</p>
<p>       การทำตลาดจะเริ่มขึ้นในปีหน้า ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายปี และค่าตัวของ One-77 อยู่ในระดับหลักล้าน ไม่ใช่บาท แต่เป็นยูโร เพราะทางแอสตัน มาร์ตินตั้งเอาไว้ที่ 1.3 ล้านยูโร หรือเฉียดๆ 60 ล้านบาท&#8230;แรงและแพงไม่ใช่เล่น</p>
<p><img src="http://img206.imageshack.us/img206/4154/astonmartinone774cl9.jpg" alt="" /></p>
<p>     แต่สิ่งที่น่ากังขาที่สุดคือ ถ้าได้เป็นเจ้าของ Aston Martin One-77 แล้วมันจะน่าภูมิใจกว่าการได้เป็นเจ้าของ Bugatti Veyron หรือไม่</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000130646">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/aston-martin-one-77-%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Nissan 370Z ใหม่ทั้งคันเพิ่มม้าขยายความจุ</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/nissan-370z-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/nissan-370z-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 14 Dec 2008 15:55:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Supercar & Exotic]]></category>
		<category><![CDATA[370Z]]></category>
		<category><![CDATA[Need For Speed]]></category>
		<category><![CDATA[Nissan]]></category>
		<category><![CDATA[Z-Car]]></category>
		<category><![CDATA[ขับเคลื่อนล้อหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[คูเป้]]></category>
		<category><![CDATA[นิสสัน]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[รถสปอร์ต]]></category>
		<category><![CDATA[สกายไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[สมรรถนะ]]></category>
		<category><![CDATA[เกียร์อัตโนมัติ]]></category>
		<category><![CDATA[เจนเนอเรชันที่6]]></category>
		<category><![CDATA[แฟร์เลดี้]]></category>
		<category><![CDATA[โมเดลเชนจ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=63</guid>
		<description><![CDATA[รหัสแห่งความสปอร์ต Z ของนิสสันกลับมาเป็นหัวข้อสนทนาของบรรดาแฟนๆ ที่ชื่นชอบความแรงกันอีกครั้ง เมื่อผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นเผยโฉมแรกของโมเดลเชนจ์ หรือเจนเนอเรชันใหม่ของรถสปอร์ตรหัส Z โดยมาพร้อมกับรหัสใหม่ 370Z ที่เติมความเร้าใจด้วยการขยายความจุของเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับเคลื่อน ชื่อของ Z เป็นที่รู้จักของบรรดาคนที่ชื่นชอบรถสปอร์ตทั่วโลกมานับตั้งแต่เปิดตัวเจนเนอเรชันแรกออกมาในปี 1969 กับรหัส S30 ที่ใช้ชื่อในการทำตลาดว่า 240Z หรือแฟร์เลดี้ แซดสำหรับตลาดญี่ปุ่น โดยรถสปอร์ตรุ่นนี้นิสสันนำออกเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเป็นแห่งแรก พร้อมรูปทรงสปอร์ต GT และถือเป็นคู่ปรับร่วมยุคกับโตโยต้า 2000GT Z-Car ของนิสสันสร้างความตื่นตาตื่นใจในตลาดรถสปอร์ตทั่วโลกเป็นระยะเวลากว่า 30 ปีกับ 4 เจนเนอเรชัน ก่อนที่นิสสันจะยุติบทบาทของสปอร์ตรุ่นนี้ในปี 1996 หลังจากที่ตัวเองประสบปัญหาทางด้านการเงิน และหันไปสนใจกับการเจาะตลาดเอสยูวีที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแทน และนั่นทำให้การทำตลาดของ Z-Car ต้องขาดตอนลงและในตอนแรกลูกค้าส่วนใหญ่คาดคิดว่า Z32 หรือรุ่นที่ 4 น่าจะเป็นบทสุดท้ายในการเดินทางของรถสปอร์ตรุ่นนี้ อย่างไรก็ตาม หลังการเข้ามาช่วยเหลือของเรโนลต์แห่งฝรั่งเศสและซื้อหุ้น 44.4% ของนิสสันเข้ามาครอบครอง พร้อมกับส่งผู้บริหารมือดีอย่างคาร์ลอส กอส์นเข้ามาดูแลและจัดการบริษัทเพื่อพลิกสถานการณ์ให้กลับมาสู่สภาพปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความหวังของชาว Z-Car ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง เมื่อนิสสันนำต้นแบบรุ่นใหม่ที่ชื่อว่า 240Z ออกเปิดตัวในดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img123.imageshack.us/img123/2348/nissan370z1ne2.jpg" alt="" /></p>
<p>     รหัสแห่งความสปอร์ต Z ของนิสสันกลับมาเป็นหัวข้อสนทนาของบรรดาแฟนๆ ที่ชื่นชอบความแรงกันอีกครั้ง เมื่อผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นเผยโฉมแรกของโมเดลเชนจ์ หรือเจนเนอเรชันใหม่ของรถสปอร์ตรหัส Z โดยมาพร้อมกับรหัสใหม่ 370Z ที่เติมความเร้าใจด้วยการขยายความจุของเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับเคลื่อน</p>
<p>       ชื่อของ Z เป็นที่รู้จักของบรรดาคนที่ชื่นชอบรถสปอร์ตทั่วโลกมานับตั้งแต่เปิดตัวเจนเนอเรชันแรกออกมาในปี 1969 กับรหัส S30 ที่ใช้ชื่อในการทำตลาดว่า 240Z หรือแฟร์เลดี้ แซดสำหรับตลาดญี่ปุ่น โดยรถสปอร์ตรุ่นนี้นิสสันนำออกเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเป็นแห่งแรก พร้อมรูปทรงสปอร์ต GT และถือเป็นคู่ปรับร่วมยุคกับโตโยต้า 2000GT</p>
<p>       Z-Car ของนิสสันสร้างความตื่นตาตื่นใจในตลาดรถสปอร์ตทั่วโลกเป็นระยะเวลากว่า 30 ปีกับ 4 เจนเนอเรชัน ก่อนที่นิสสันจะยุติบทบาทของสปอร์ตรุ่นนี้ในปี 1996 หลังจากที่ตัวเองประสบปัญหาทางด้านการเงิน และหันไปสนใจกับการเจาะตลาดเอสยูวีที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแทน และนั่นทำให้การทำตลาดของ Z-Car ต้องขาดตอนลงและในตอนแรกลูกค้าส่วนใหญ่คาดคิดว่า Z32 หรือรุ่นที่ 4 น่าจะเป็นบทสุดท้ายในการเดินทางของรถสปอร์ตรุ่นนี้</p>
<p><img src="http://img211.imageshack.us/img211/306/nissan370z2wk5.jpg" alt="" /></p>
<p>       อย่างไรก็ตาม หลังการเข้ามาช่วยเหลือของเรโนลต์แห่งฝรั่งเศสและซื้อหุ้น 44.4% ของนิสสันเข้ามาครอบครอง พร้อมกับส่งผู้บริหารมือดีอย่างคาร์ลอส กอส์นเข้ามาดูแลและจัดการบริษัทเพื่อพลิกสถานการณ์ให้กลับมาสู่สภาพปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความหวังของชาว Z-Car ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง เมื่อนิสสันนำต้นแบบรุ่นใหม่ที่ชื่อว่า 240Z ออกเปิดตัวในดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ปี 1999 ซึ่งต้นแบบรุ่นนี้ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่นำไปสู่การปัดฝุ่นนำชื่อ Z-Car กลับมาอีกครั้งในปี 2002 กับเจนเนอเนชันที่ 5 ซึ่งมีรหัสตัวถังว่า Z33</p>
<p>       Z33 สามารถสร้างชื่อให้กับนิสสันในตลาดรถสปอร์ตอย่างมาก และเป็นรถสปอร์ตที่ได้รับการยอมรับถึงสมรรถนะเช่นเดียวกับความสะดวกสบายในการขับสมกับเป็นรถสปอร์ตที่สามารถใช้งานได้ทุกวัน แถมยังมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เพียง 26,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 858,000 บาทนั้นเอง</p>
<p>      สำหรับรุ่นใหม่แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรหัสตัวถัง แต่เชื่อว่าคงจะนับต่อเนื่องไปจากรุ่นที่แล้วเป็น Z34 และเป็นเจนเนอเรชันที่ 6 ของรถสปอร์จ Z-Car โดยจะมีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในแอลเอ มอเตอร์โชว์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 21-30 พฤศจิกายนนี้</p>
<p><img src="http://img211.imageshack.us/img211/5909/nissan370z3sl1.jpg" alt="" /></p>
<p>     รุ่นแรกที่เปิดตัวเป็นสปอร์ตคูเป้หลังคาแข็ง แต่เชื่อว่ารุ่นเปิดประทุนจะมีขายตามมาอย่างแน่นอน และน่าจะเป็นแบบหลังคาอ่อนพับได้เหมือนกับรุ่นที่แล้ว มากกว่าที่จะเป็นหลังคาแข็งแบบพับได้ ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอกอาจจะดูแล้วเหมือนกับรุ่นที่แล้ว แต่นิสสันยืนยันว่าทุกรายละเอียดทั้งภายนอกและภายในได้รับการออกแบบใหม่หมด แต่ยังใช้พื้นตัวถังรหัส FM ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ซึ่งพื้นตัวถังรุ่นนี้นอกจาก 370Z แล้ว ยังมีการนำไปใช้กับรถยนต์ขนาดกลางของนิสสันอย่างรุ่นสกายไลน์ หรือใช้ชื่ออินฟินิตี้ G-Series สำหรับขายในตลาดโลกและสหรัฐอเมริกา</p>
<p>       นอกจากพื้นตัวถังแล้ว นิสสันยังใช้เครื่องยนต์วี6 เหมือนเดิม แต่ขยายขุมพลังในการขับเคลื่อนของ Z-Car ใหม่รุ่นนี้ จากความจุ 3,500 ซีซีมาเป็นขุมพลังใหม่ในรหัส VQ37VHR ที่ใช้อยู่ใน G37 ของอินฟินิตี้ และนิสสัน สกายไลน์ มีความจุกระบอกสูบ 3,700 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผันรุ่นไหม่ที่เรียกว่า VVEL หรือ Variable Valve Event and Lift</p>
<p>      ในเรื่องสมรรถนะไม่มีการเปิดเผย แต่คาดว่าน่าจะใกล้เคียงกับสเปกที่ใช้อยู่ในรถยนต์นั่ง ซึ่งมีกำลังอยู่ที่ 333 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 37.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบต่อนาที และใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนระบบส่งกำลังมีทั้งแบบธรรมดา 6 จังหวะและอัตโนมัติที่ยังไม่เปิดเผยจำนวนจังหวะ แต่อาจจะเป็นรุ่น 7 จังหวะก็ได้ เพราะเกียร์อัตโนมัติชุดนี้มีใช้อยู่แล้วในเอสยูวีของอินฟินิตี้รุ่น EX37 ซึ่งใช้พื้นตัวถังรุ่น FM เหมือนกัน</p>
<p><img src="http://img361.imageshack.us/img361/1495/nissan370z4gc2.jpg" alt="" /></p>
<p>      การเริ่มทำตลาดของ 370Z จะมีขึ้นต้นปีหน้า และนิสสันส่งขายทั่วโลกเช่นเคย แต่ก่อนที่จะได้สัมผัสกับคันจริง นิสสันนำ 370Z มาให้บรรดาคอเกมได้เลือกขับกันก่อนใคร เพราะว่านิสสันร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง EA หรือ Electronic Arts ซึ่งเป็นผู้ผลิตเกมชื่อดังในการนำรถสปอร์ตรุ่นนี้มาบรรจุในเกม NFS หรือ Need For Speed เวอร์ชันใหม่ที่เรียกว่า Undercover ซึ่งจะวางแผงขายในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ หรือเพียง 1 วันก่อนที่ 370Z จะเปิดตัวในรอบสื่อมวลชนของงานที่แอลเอ</p>
<p>    ใครที่อยากรู้ว่ารถจะเป็นอย่างไรก็ลองซื้อเกมมาทดลองขับก่อนก็ได้ หากไม่ชอบจะได้ไม่ต้องเสียเงินก้อนใหญ่ เพียงแค่ไม่กี่สิบเหรียญสหรัฐฯ สำหรับค่าเกมเท่านั้น</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000131263">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/14/12/2008/nissan-370z-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

