<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>iCar Free Online Magazine &#187; มอเตอร์ไฟฟ้า</title>
	<atom:link href="http://www.icarmagazine.com/tag/%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.icarmagazine.com</link>
	<description>Free Car Magazine Online - นิตยสาร รถยนต์ ออนไลน์ ฟรี! ที่รวบรวมข้อมูลเรื่อง ยานยนต์ และ สาระอื่นๆที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไว้อย่างหลากหลาย</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Dec 2011 17:12:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>Mitsubishi i MiEV Sport ขุมพลังไฟฟ้า</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/07/12/2010/mitsubishi-i-miev-sport-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/07/12/2010/mitsubishi-i-miev-sport-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Dec 2010 13:47:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[i MiEV Sport]]></category>
		<category><![CDATA[Mitsubishi]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมพลังไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลทางเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[มิตซูบิชิ]]></category>
		<category><![CDATA[ยนตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ไอมีฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=256</guid>
		<description><![CDATA[Mitsubishi i MiEV Sport นับเป็นสุดยอดเทคโนโลยียนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าจากมิตซูบิชิโดยมีพื้นฐานจากมิตซูบิชิ ไอมีฟ (i MiEV) โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจากมอเตอร์โดยตรงภายในล้อ (S-AWC : Super All Wheel Control) ทำให้ได้มาซึ่งสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเยี่ยม การออกแบบ “ i MiEV Sport” มาพร้อมการออกแบบภายนอกสไตล์ฟาสต์แบ็กช่วยให้รถดูปราดเปรียวมากขึ้น พร้อมตัวถังสีเขียวสว่างประกายมุกเชื่อมโยงกับธรรมชาติพร้อมส่งประกายเมื่อมีแสงส่องกระทบจึงให้ความรู้สึกล้ำสมัยสะท้อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในขณะที่การออกแบบภายในที่เรียบง่ายให้ความรู้สึกสบายเสมือนนั่งอยู่ในบ้าน พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุเมทัลลิกสะท้อนความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตได้เป็นอย่างดี พร้อมไฟในห้องโดยสารแบบ LED สีน้ำเงินสะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติ ล้ำสมัย รูปร่าง “i MiEV Sport” ใช้โครงสร้างการวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังเช่นเดียวกับมิตซูบิชิ ไอมีฟ ด้วยระยะฐานล้อที่กว้างขึ้นช่วยให้สามารถติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประสิทธิภาพสูงไว้ในส่วนล่างของตัวรถ ส่วนมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ติดตั้งอยู่ด้านล่างที่ใส่สัมภาระ ซึ่งจากการวางโครงสร้างดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้สามารถกระจายน้ำหนักของตัวรถทำให้รถมีการทรงตัวที่เป็นเยี่ยมแล้วยังมีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถนะและช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร โครงสร้างตัวถัง มิตซูบิชิ i MiEV Sport มาพร้อมโครงสร้างตัวถังขึ้นรูปแบบสเปซ เฟรม โดยใช้อลูมิเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และทนทานเป็นวัสดุหลัก ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาช่วยเพิ่มสมรรถนะให้กับตัวรถ และมีการออกแบบโครงสร้างที่ดีทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และส่วนอื่นๆ ช่วยให้มีความปลอดภัยเป็นเยี่ยมจากการสามารถลดแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-1.jpg" alt="" /></p>
<p>Mitsubishi i MiEV Sport  นับเป็นสุดยอดเทคโนโลยียนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าจากมิตซูบิชิโดยมีพื้นฐานจากมิตซูบิชิ ไอมีฟ (i MiEV)  โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจากมอเตอร์โดยตรงภายในล้อ  (S-AWC : Super All Wheel Control)  ทำให้ได้มาซึ่งสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเยี่ยม</p>
<p><strong>การออกแบบ</strong><br />
“ i MiEV Sport” มาพร้อมการออกแบบภายนอกสไตล์ฟาสต์แบ็กช่วยให้รถดูปราดเปรียวมากขึ้น พร้อมตัวถังสีเขียวสว่างประกายมุกเชื่อมโยงกับธรรมชาติพร้อมส่งประกายเมื่อมีแสงส่องกระทบจึงให้ความรู้สึกล้ำสมัยสะท้อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในขณะที่การออกแบบภายในที่เรียบง่ายให้ความรู้สึกสบายเสมือนนั่งอยู่ในบ้าน พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุเมทัลลิกสะท้อนความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตได้เป็นอย่างดี พร้อมไฟในห้องโดยสารแบบ LED สีน้ำเงินสะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติ ล้ำสมัย</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-2.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>รูปร่าง</strong><br />
“i MiEV Sport” ใช้โครงสร้างการวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังเช่นเดียวกับมิตซูบิชิ ไอมีฟ ด้วยระยะฐานล้อที่กว้างขึ้นช่วยให้สามารถติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประสิทธิภาพสูงไว้ในส่วนล่างของตัวรถ ส่วนมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ติดตั้งอยู่ด้านล่างที่ใส่สัมภาระ  ซึ่งจากการวางโครงสร้างดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้สามารถกระจายน้ำหนักของตัวรถทำให้รถมีการทรงตัวที่เป็นเยี่ยมแล้วยังมีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถนะและช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร</p>
<p><strong>โครงสร้างตัวถัง</strong><br />
มิตซูบิชิ  i MiEV Sport มาพร้อมโครงสร้างตัวถังขึ้นรูปแบบสเปซ เฟรม โดยใช้อลูมิเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และทนทานเป็นวัสดุหลัก ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาช่วยเพิ่มสมรรถนะให้กับตัวรถ  และมีการออกแบบโครงสร้างที่ดีทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และส่วนอื่นๆ ช่วยให้มีความปลอดภัยเป็นเยี่ยมจากการสามารถลดแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการชนจากด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านข้าง  ในกรณีที่ชนจากด้านหลังจะมีชุดอุปกรณ์ไฟฟ้า (EV components) ซึ่งอยู่ใต้เบาะหลัง รวมทั้งพื้นรถด้านหลังจะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกช่วยให้ห้องโดยสารสามารถคงรูปป้องกันความสียหายในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังประกอบกับตัวถังแบบ RISE Body  ทำให้ปลอดภัยจากการชนรอบทิศทาง  แม้จะเป็นการชนกับรถที่มีขนาดและน้ำหนักที่แตกต่างกันก็ตาม</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-Interior-1.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ระบบขับเคลื่อน  (S-AWC)</strong><br />
มิตซูบิชิ   i MiEV Sport  ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแม่เหล็กถาวร 3 ตัว โดยสองตัวแรกติดตั้งภายในล้อคู่หน้า  ในขณะที่สองล้อหลังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เดี่ยวซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้ใน i-MiEV โดยทั้งหมดจะทำงานร่วมกันภายใต้การขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ หรือ E-4WD และยังมีการติดตั้งระบบ E-AYC (Electric Active Yaw Control) เพื่อช่วยในการควบคุมการกระจายแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังสู่ล้อหลังซ้ายและขวาอย่างได้สมดุลและสอดคล้องกับสภาพเส้นทางและการขับ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการติดตั้งระบบ ABS และ ASC  ซึ่งควบคุมการขับขี่อย่างอิสระจึงทำให้เบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาพการขับขี่พร้อมเสถียรภาพในการขับเคลื่อนสูงสุด</p>
<p><strong>เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม</strong><br />
มิตซูบิชิ i MiEV Sport มาพร้อมเทคโนโลยีที่ให้ความประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นเยี่ยมจากการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคารถ   ชุดพัดลมกำเนิดพลังงานกำลังไฟฟ้าภายในกระจังหน้า  การเปลี่ยนแปลงการทำงานของเบรกให้สามารถเรียกคืนพลังงานเมื่อรถช้าลง  พร้อมการติดตั้งหลอดไฟประหยัดพลังงาน LEDs  ทั้งในไฟหลังและภายในห้องโดยสาร  และระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพจากการใช้กระจกที่ดูดซับความร้อน  ยิ่งไปกว่านั้นการใช้พลาสติกเขียว ( Green Plastic) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของมิตซูบิชิมาใช้เป็นวัสดุตกแต่งภายใน ทำให้ได้รับการยอมรับในเรื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเยี่ยม</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-3.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ข้อมูลทางเทคนิค</strong><br />
ความยาวตลอดคัน:	3,450 [มม.]<br />
ความกว้างตลอดคัน:	1,600 [มม.]<br />
ความสูง:	1,400 [มม.]<br />
ระยะฐานล้อ:	2,550 [มม.]<br />
Track (F/R):	1,405/1,405 [มม.]<br />
ที่นั่ง:	2 + 2<br />
มอเตอร์:	Permanent magnetic synchronous motors<br />
ล้อหน้า: In-wheel motors<br />
ล้อหลัง: Single motor<br />
กำลังสูงสุด:	ล้อหน้า: 20kW 2; ล้อหลัง: 47kW<br />
แรงบิดสูงสุด:	ล้อหน้า: 250 Nm 2; ล้อหลัง: 180 Nm<br />
ความเร็วสูงสุด:	180km/h<br />
Range (10-15 Mode):	200km<br />
ยาง:	175/40R17</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-Interior-2.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/07/12/2010/mitsubishi-i-miev-sport-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Toyota Camry Hybrid &#8211; Drive Intelligent Drive Hybrid</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/22/09/2009/toyota-camry-hybrid-drive-intelligent-drive-hybrid/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/22/09/2009/toyota-camry-hybrid-drive-intelligent-drive-hybrid/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 11:30:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Car Reviews]]></category>
		<category><![CDATA[Blue-tinted Extension]]></category>
		<category><![CDATA[Camry Hybrid]]></category>
		<category><![CDATA[Electronic Brake Control]]></category>
		<category><![CDATA[nickel-metal hydride]]></category>
		<category><![CDATA[toyota]]></category>
		<category><![CDATA[กระแสไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[คัมรี ไฮบริด]]></category>
		<category><![CDATA[ประหยัดเชื้อเพลิง]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยนตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ยนตรกรรมอัจฉริยะ]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฮบริด]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรีไฮบริด]]></category>
		<category><![CDATA[โตโยต้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=169</guid>
		<description><![CDATA[บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นำเสนอรถยนต์ไฮบริดซีดานขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด คัมรี ไฮบริด ที่ประกอบขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชีย ยนตรกรรมอัจฉริยะ ที่เพียบพร้อมเทคโนโลยีใหม่อันทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด สมรรถนะดีเยี่ยม ตอบสนองการขับขี่ได้เร้าใจยิ่งกว่า ทั้งเป็นรถยนต์ที่ให้ความเงียบ และให้ความรู้สึกสบาย รื่นรมย์ ตลอดการขับขี่ พร้อมแนะนำ คัมรี ใหม่ รุ่นปรับปรุงโฉม ตอบสนองความต้องการลูกค้าให้เป็นยนตรกรรมเหนือระดับ สำหรับบุคคลเหนือระดับอย่างแท้จริง ยนตรกรรมแห่งเกียรติประวัติ คัมรี ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ.2525 ซึ่งชื่อ คัมรี นั้นไม่ได้กำเนิดมาจากภาษาอังกฤษ แต่มาจากภาษาญี่ปุ่นในคำว่า “คัมมูริ” ซึ่งแปลว่า “มงกุฎ” ซึ่ง คัมรี ได้สะท้อนความหมายและภาพลักษณ์ของ “มงกุฎ” ได้อย่างชัดเจน โดยเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลาง ที่มีดีไซน์อันหรูหรา ภูมิฐาน ห้องโดยสาร โอ่อ่า กว้างขวาง พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าในสหรัฐอเมริกา ด้วยการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ซีดานขนาดกลางในประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 11 ปี นับตั้งแต่ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/toyota/Camry%20Hybrid-1.jpg" alt="" /></p>
<p>บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  นำเสนอรถยนต์ไฮบริดซีดานขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด   คัมรี ไฮบริด ที่ประกอบขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นประเทศแรกในทวีปเอเชีย ยนตรกรรมอัจฉริยะ ที่เพียบพร้อมเทคโนโลยีใหม่อันทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด สมรรถนะดีเยี่ยม ตอบสนองการขับขี่ได้เร้าใจยิ่งกว่า ทั้งเป็นรถยนต์ที่ให้ความเงียบ และให้ความรู้สึกสบาย รื่นรมย์ ตลอดการขับขี่  พร้อมแนะนำ คัมรี ใหม่ รุ่นปรับปรุงโฉม  ตอบสนองความต้องการลูกค้าให้เป็นยนตรกรรมเหนือระดับ สำหรับบุคคลเหนือระดับอย่างแท้จริง</p>
<p><strong>ยนตรกรรมแห่งเกียรติประวัติ</strong><br />
คัมรี ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาดเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ.2525 ซึ่งชื่อ คัมรี นั้นไม่ได้กำเนิดมาจากภาษาอังกฤษ แต่มาจากภาษาญี่ปุ่นในคำว่า “คัมมูริ” ซึ่งแปลว่า “มงกุฎ” ซึ่ง คัมรี ได้สะท้อนความหมายและภาพลักษณ์ของ “มงกุฎ” ได้อย่างชัดเจน โดยเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลาง ที่มีดีไซน์อันหรูหรา ภูมิฐาน ห้องโดยสาร  โอ่อ่า กว้างขวาง พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังได้รับความนิยมจากลูกค้าในสหรัฐอเมริกา ด้วยการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ซีดานขนาดกลางในประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 11 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน  คัมรีได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาดรถยนต์เมืองไทย    ครั้งแรกในปลายปี พ.ศ.2536 ด้วยการเป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ได้รับความนิยม    อย่างแพร่หลายตลอดมา ด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 100,000 คัน และเริ่มประกอบคัมรีในประเทศ ในเจนเนอเรชั่นที่ 4 และได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทยมากขึ้นตามลำดับ จนรุ่นปัจจุบันเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 6 แล้ว และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลางมากกว่า 50%</p>
<p>มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “โตโยต้ามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและริเริ่มโครงการต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้พันธสัญญาที่จะร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม และประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกที่ผลิตรถยนต์คัมรี ไฮบริด ในทวีปเอเซีย นอกเหนือประเทศญี่ปุ่น”</p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/toyota/Camry%20Hybrid-2.jpg" alt="" /></p>
<p> “คัมรีไฮบริด เป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะอันยอดเยี่ยม มาพร้อมกับอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยระดับสูง ที่ทุกท่านพบได้จากรถยนต์ซีดานระดับหรูเท่านั้น และด้วยคุณสมบัติอันน่าประทับใจเหล่านี้ทำให้เรามั่นใจว่า  คัมรี ไฮบริด จะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของเราที่จะกระตุ้นตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลาง นับจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี โดยเรามีเป้าหมายการขายตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนธันวาคมอยู่ที่ ประมาณ 4,000 คัน”</p>
<p>มร.ทานาดะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การส่งมอบรถยนต์ไฮบริดคันแรกจะเริ่มต้นในช่วงต้นสัปดาห์หน้า โดยเราเตรียมความพร้อมสำหรับการบริการหลังการขาย ด้วยการอบรมผู้ฝึกสอนและช่างเทคนิคที่มีความรู้และความชำนาญเรื่องเทคโนโลยี ไฮบริดโดยเฉพาะ ซึ่งจะประจำอยู่ในศูนย์บริการโตโยต้าทุกแห่ง ที่สำคัญเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เราจึงรับประกันคุณภาพของรถยนต์ คัมรี ไฮบริด เป็นระยะเวลา 3 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร รวมถึงการรับประกันพิเศษในส่วนของ แบตเตอรี่ ไฮบริด เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง”</p>
<p>มร.ยูกิฮิโระ  โอกาเน หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “เราพัฒนาคัมรี ไฮบริด ใหม่ภายใต้หลักการ 4 ข้อ คือ การรักษาสิ่งแวดล้อมโดยลดการปล่อย   ไอเสีย การประหยัดน้ำมันด้วยพลังขับเคลื่อนจากมอเตอร์ไฟฟ้า อัตราเร่งอย่างต่อเนื่องจากพลังของเครื่องยนต์ผสานกับมอเตอร์ และความเงียบที่สัมผัสได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำหรือในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้า ทำงานเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ระบบจัดการรวมไดนามิคของตัวรถ (VDIM) จะผสานการทำงานของระบบบังคับเลี้ยว ระบบเบรก ระบบควบคุมการทรงตัว และระบบป้องกันการลื่นไถล เพื่อสมรรถนะที่ดีของรถยนต์ในทุกๆด้าน ทั้งการขับขี่ การเลี้ยว และการหยุดรถ พร้อมกับห้องโดยสารที่ได้รับการพัฒนาให้มีความสบายและเงียบมากขึ้น” </p>
<p>มร.โอกาเน กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังจากเราได้ทำการทดสอบคัมรี ไฮบริด ในเมืองไทย ซึ่งมีการขับขี่ใช้งานภายใต้อากาศที่ร้อน การจราจรที่ติดขัดซึ่งทำให้ระบบปรับอากาศต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลานั้น เราจึงมั่นใจว่าคัมรี ไฮบริด นั้นพร้อมสำหรับตลาดเมืองไทย”</p>
<p>นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “สำหรับกลุ่มลูกค้าของรถยนต์คัมรี ไฮบริดนั้นเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความนำสมัย เน้นประโยชน์ใช้สอยของรถเป็นหลัก โดยเราได้วางกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดของคัมรี ไฮบริด ภายใต้แนวคิด “Intelligent Leader” ซึ่งจะบ่งบอกถึงความล้ำหน้าและความอัจฉริยะในเรื่องของเทคโนโลยีไฮบริดพร้อม กับความเป็นผู้นำของคัมรี โดยทำการสื่อสารเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรก เราได้สื่อสารเกี่ยวกับเทคโนโลยี HSD หรือ Hybrid Synergy Drive เพื่อที่จะให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายรับทราบและเข้าใจเกี่ยวกับระบบไฮบริด อย่างถูกต้อง จากนั้นเราจะทำการแนะนำรถคัมรี ไฮบริดอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างและรักษาความเป็นผู้นำด้านยอดขายในตลาดรถยนต์ นั่งขนาดกลาง” </p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/toyota/Camry%20Hybrid-3.jpg" alt="" /></p>
<p>นายวุฒิกรกล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นแล้ว เพื่อความมั่นใจของลูกค้า เราได้เตรียมความพร้อมด้านบริการหลังการขายด้วย เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับบริการรถยนต์ ไฮบริด ที่ศูนย์บริการโตโยต้าทั่วประเทศ นอกจากนี้บริษัทมีนโยบายให้ส่งแบตเตอรีใช้แล้วนำกลับไปกำจัดที่บริษัท ผู้ผลิต ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อการกำจัดแบตเตอรีไฮบริดอย่างถูกวิธี โดยทางเราจะเป็นผู้ดำเนินการและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด”</p>
<p><strong>คัมรี ไฮบริด : ยนตรกรรมอัจฉริยะ อัจฉริยะแห่งการผสานพลัง &#8230;.ด้วย ระบบไฮบริด THSII ตอบสนองการขับขี่ เร้าใจ</strong></p>
<p>ตอบสนองทุกการขับขี่ ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Atkinson-Cycle  รหัส 2AZ-FXE ขนาด 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ที่ 6000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 187 นิวตันเมตร ผสานการทำงานอย่างอัจฉริยะ กับชุดมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้กำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร โดยพลังจากทั้งสองระบบที่สามารถให้แรงม้าสูงสุดได้ 140 กิโลวัตต์ ที่ 6500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดจากเครื่องยนต์ 187 นิวตันเมตรที่ 4400 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า 270 นิวตันเมตรที่ 0-1500 รอบต่อนาที </p>
<p><strong>ชุดมอเตอร์ ประกอบด้วย </strong><br />
- มอเตอร์ เจนเนเรเตอร์ MG  1 สร้างกระแสไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรีไฮบริด และส่งกระแสไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ขับเคลื่อน  MG2  และยังทำหน้าที่เป็นมอเตอร์สตารท์เครื่องยนต์<br />
- มอเตอร์ ขับเคลื่อน MG 2 ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนโดยใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากมอเตอร์ เจนเนเรเตอร์ MG 1 และชาร์จไฟจากการชะลอความเร็ว หรือ การเบรก เก็บไว้ใน  แบตเตอรีไฮบริด ลดการสูญเปล่าของพลังงาน<br />
- ออกตัวได้อย่างรวดเร็วด้วยแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้าที่สูงถึง 270 นิวตันเมตรตั้งแต่เริ่มออกตัว<br />
- ในขณะขับขี่ การทำงานประสานกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะส่งผลให้รถมีอัตราเร่งแซงฉับไว<br />
- ระบบ ตัดต่อกำลัง Power Split Device ทำหน้าที่ตัดต่อและผสมผสานกำลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อส่งต่อไปที่เฟืองท้ายเพื่อการขับเคลื่อน อีกส่วนหนึ่งจะใช้สำหรับการสร้างกระแสไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรีไฮบริด<br />
- ชุด อินเวอร์เตอร์ แปลงกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรีไฮบริดเป็นกระแสสลับความดันสูง 650 โวลต์ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อน และแปลงกระแสไฟฟ้าลงเพื่อนำกระแสไฟฟ้าที่ได้จากมอเตอร์ เจนเนอเรเตอร์ เก็บไว้ในแบตเตอรีไฮบริดเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนต่อไป<br />
- แบตเตอรีไฮบริด ชนิด nickel-metal hydride  แหล่งเก็บประจุไฟฟ้าสำหรับพลังงานขับเคลื่อน ออกแบบใช้งานยาวนานเทียบเท่าอายุรถยนต์ ปลอดภัยสูงสุดด้วยชุดควบคุมด้วย ECU ตัดกระแสไฟทันที เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติ หุ้มฉนวนไฟฟ้าป้องกันไฟช๊อต พร้อม service plug ตัดกระแสไฟ ที่เก็บแบตเตอรีไฮบริดอยู่ในตำแหน่งปลอดภัยต่อการชนและไม่เปลืองพื้นที่เก็บ สัมภาระด้านหลังรถ พร้อมรับประกันคุณภาพ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง </p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/toyota/Camry%20Hybrid-4.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>อัจฉริยะ &#8230;..สำหรับประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด&#8230; </strong><br />
- ประหยัดน้ำมันกว่าเครื่องยนต์ธรรมดา<br />
- ออกตัวด้วยระบบไฟฟ้า ไม่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง<br />
- มีมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยการขับเคลื่อน และเครื่องยนต์หยุดทำงานบางขณะ ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง<br />
- ขณะขับขี่แบบปกติเครื่องยนต์ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เครื่องยนต์ทำงานน้อยลง<br />
- ใน ขณะชะลอความเร็ว หรือเบรก ระบบเบรกไฟฟ้า จะมีส่วนช่วยชะลอความเร็วพร้อมชาร์จไฟกลับเข้ามาเก็บในแบตเตอรี ไฮบริด เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อน ลดการสูญเปล่าของพลังงาน<br />
- คอมเพรสเซอร์ แอร์แบบไฟฟ้า และพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ไม่ใช้กำลังจากเครื่องยนต์ ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น<br />
- ค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานที่ 0.29 ตามหลักอากาศพลศาสตร์ของยานยนต์ชั้นสูง ช่วยลดภาระของเครื่องยนต์<br />
- ติดตั้งแผ่นปิดเครื่องยนต์ด้านล่าง เพื่อความไหลลื่นของอากาศใต้ตัวรถ พร้อมแผ่นปิดด้านล่าง ด้านหลัง และแผ่นปิดพร้อมครีบบริเวณจุดต่ำสุดของถังน้ำมัน </p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/toyota/Camry%20Hybrid-5.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>อัจฉริยะ &#8230;.. เพื่อความเงียบ&#8230;สบาย ตลอดการเดินทาง</strong><br />
- ระบบเครื่องปรับอากาศทำงานด้วยไฟฟ้า พร้อมพลาสม่า คลัสเตอร์ ให้อากาศภายในรถสะอาดสดชื่น<br />
- ขณะหยุดรถและออกตัว ระบบเครื่องยนต์จะยังไม่ทำงาน (ขึ้นอยู่กับปริมาณไฟในแบตเตอรีไฮบริด)  ซึ่งจะช่วยลดเสียงรบกวน<br />
- ห้องโดยสารที่เงียบ ด้วยระบบซับและป้องกันเสียง เพื่อความเงียบเฉกเช่นยานยนต์ระดับหรูตลอดจนกระจกบานหน้าออกแบบพิเศษ ป้องกันเสียงสะท้อนจากเครื่องยนต์ (Acoustic Glass)<br />
<strong><br />
อัจฉริยะ &#8230; ระบบเสริมความปลอดภัย </strong><br />
- ระบบจัดการรวมไดนามิคของตัวรถ (VDIM) ที่จะควบคุมการทำงานของระบบเสริมความปลอดภัยต่างๆในรถยนต์ที่เคยทำงานแยกกัน ให้มาทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบป้องกันล้อล็อก (ABS)  ระบบป้องกันการลื่นไถล (TRC) ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC) ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) เพื่อการทรงตัวที่ดีของรถและสมรรถนะที่ดีทุกๆด้านในการขับขี่ทั้งการขับ การเลี้ยว ตลอดจนการหยุดรถ<br />
- ติดตั้งระบบเบรก ECB II หรือ Electronic Brake Control เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเบรก และจะมีการชาร์จไฟกลับ เข้ามาเก็บไว้ที่แบตเตอรีไฮบริด นำพลังงานที่สูญเปล่ากลับมาใช้ประโยชน์อีกทางหนึ่ง<br />
- ถุงลมเสริมความปลอดภัยคู่หน้า และด้านข้าง<br />
- ภายนอก&#8230;เอกลักษณ์โดดเด่น  ออกแบบเป็นพิเศษเฉพาะรุ่นไฮบริด<br />
- ล้ำสมัยสะท้อนความเป็นไฮบริดด้วย กระจังหน้า กันชน และโคมไฟหน้าที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ สะท้อนเอกลักษณ์<br />
- กันชนหน้าแบบพิเศษ พร้อมไฟตัดหมอกกรอบวงแหวนโครเมี่ยม<br />
- โดดเด่นกับสัญลักษณ์ ไฮบริด ที่ประตูคู่หน้าและฝากระโปรงหลัง<br />
- โคมไฟหน้าดีไซด์พิเศษ ดูสง่างามแบบ 3 มิติ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ HID สีพิเศษ Blue-tinted Extension ปรับมุมลำแสงอัตโนมัติ ตามมุมเลี้ยวของรถ (AFS)<br />
- โคมไฟหลังส่องสว่างด้วย หลอดไฟแบบ แอลอีดี สีพิเศษ Blue-tinted Extension ให้แสงสว่างชัดเจน ประหยัดพลังงานมากกว่า<br />
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ลายใหม่ 10 ก้าน พร้อมยางขนาด 215/60 R16<br />
- ภายนอกสดใสกับ สีฟ้าใหม่ Light  Blue Mica Metallic พิเศษเฉพาะ คัมรี ไฮบริด เท่านั้น<br />
- ภายใน&#8230;ล้ำสมัย เพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบายพร้อมสรรพ เพื่อสุนทรียภาพแห่งการขับขี่อย่างรื่นรมย์<br />
- ภายในสีเบจ ให้ความรู้สึกอ่อนโยน หรูหรา กว้างขวาง โอ่อ่า ในแบบบุคคลชั้นนำ<br />
- มาตรวัดเรืองแสงออพตริตรอน พร้อมเข็มวัดระดับการใช้น้ำมัน และหน้าจอแสดงการทำงานของระบบไฮบริด เพื่อให้ผู้ขับ ได้ทราบถึงสถานะของระบบขณะขับขี่<br />
- พื้นที่เก็บสัมภาระขนาด ใหญ่ ปริมาตรความจุเทียบเท่ารถยนต์คัมรีเครื่องยนต์เบนซิน&#8230;ช่องบรรจุแบตเตอรี ไฮบริดมีปริมาตรเพียง 0.389 ลูกบาศ์กเมตร พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระสามารถบรรจุกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ หรือถุงกอล์ฟได้ถึง 4 ใบ </p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/toyota/Camry%20Hybrid-6.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>อัจฉริยะ &#8230; เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม</strong><br />
จากการผสานการทำงานอย่างอัจฉริยะ คัมรี ไฮบริด ไม่เพียงแค่ผ่านค่ากำหนดมาตรฐาน    ยูโร4 ที่ประเทศไทยจะบังคับใช้สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ในปี พ.ศ. 2555 แต่ยังได้ได้พัฒนาเพื่อผ่านมาตรฐาน AT-PZEV แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดในการกำหนดปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกสู่อากาศ</p>
<p><strong>เลือกเป็นเจ้าของความเหนือระดับ&#8230;คัมรี ไฮบริด 3 รุ่น </strong><br />
  HV AVN DVD Navigator<br />
  HV AVX DVD<br />
  HV 6 CD</p>
<p><strong>นำคุณสู่ยุคไฮบริด เชิญสัมผัสความเหนือระดับของ “Camry Hybrid”  ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 310 แห่งทั่วประเทศ</strong></p>
<p><img src="http://www.icarmagazine.com/images/toyota/Camry%20Hybrid-7.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/22/09/2009/toyota-camry-hybrid-drive-intelligent-drive-hybrid/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิกฤตพลังงานกับทางแยกที่เราต้องเลือก(หรือเปล่า) ตอน 2</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/06/02/2009/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%97-2/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/06/02/2009/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%97-2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Feb 2009 09:32:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Special Feature]]></category>
		<category><![CDATA[electric car]]></category>
		<category><![CDATA[Fuel Cell]]></category>
		<category><![CDATA[Hybrid Car]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์คาร์]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันเชื้อเพลิง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ลูกผสม]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมยานยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์สันดาปภายใน]]></category>
		<category><![CDATA[เซลล์เชื้อเพลิง]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮโดรเจน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=85</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้เรามาดูเกี่ยวกับ ระบบเครื่องยนต์ และ การใช้พลังงาน อย่างที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนที่ 1 เกี่ยวกับ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ก็เริ่มที่ตัวนี้แหละ เครื่องยนต์สันดาปภายใน คือเครื่องยนต์ที่ใช้วิธีนำเชื้อเพลิงผสมกับอากาศ แล้วจุดระเบิดขึ้นภายใน แรงระเบิดก็จะผลักดันลูกสูบ ผ่านก้านสูบมาหมุนข้อเหวี่ยง ทำให้เกิดกำลังจากการหมุนรอบของข้อเหวี่ยงมายัง ชุดขับเคลื่อน หรือ ชุดเกียร์ นั่นเอง แล้วก็ส่งผ่าน เพลาขับ มาหมุนล้อที่ขับเคลื่อน ทำให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องยนต์ที่ใช้ ว่ามีกำลังมากน้อยแค่ไหน เครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยจุดกำเนิดนั้นมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ได้จากปิโตรเลียมนะครับ และได้ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนปัจจุบันถือว่าล้ำหน้ามากเมื่อเทียบกับจุดกำเนิดของมัน อาจเป็นเพราะเวลาที่ผ่านมา เกิดสงครามขึ้นบ่อยครั้ง เครื่องยนต์ จึงถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพื่อใช้กับ รถยนต์ทางทหาร และ อากาศยาน โดยการพัฒนาของ เครื่องยนต์สันดาปภายใน มีจุดประสงค์ในการใช้ น้ำมันปิโตรเลียม เป็นเชื้อเพลิงหลัก ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้ เชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆต้องมีการปรับแต่ง ดัดแปลง ให้ได้ลงตัวที่สุดทั้งด้าน กำลัง และ ความทนทาน โดยอาจใช้เวลาอีกหลายปีทีเดียว เพราะต้องมีคนใช้ เชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆในวงกว้างซะก่อนครับ แต่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังไม่ถึงขีดสุดของมันนะครับ มันยังสามารถพัฒนาได้อีกมากมายนัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img13.imageshack.us/img13/4871/enginert6.jpg" alt="" /></p>
<p>วันนี้เรามาดูเกี่ยวกับ ระบบเครื่องยนต์ และ การใช้พลังงาน อย่างที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนที่ 1 เกี่ยวกับ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ก็เริ่มที่ตัวนี้แหละ</p>
<p><strong>เครื่องยนต์สันดาปภายใน</strong> คือเครื่องยนต์ที่ใช้วิธีนำเชื้อเพลิงผสมกับอากาศ แล้วจุดระเบิดขึ้นภายใน แรงระเบิดก็จะผลักดันลูกสูบ ผ่านก้านสูบมาหมุนข้อเหวี่ยง ทำให้เกิดกำลังจากการหมุนรอบของข้อเหวี่ยงมายัง ชุดขับเคลื่อน หรือ ชุดเกียร์ นั่นเอง แล้วก็ส่งผ่าน เพลาขับ มาหมุนล้อที่ขับเคลื่อน ทำให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องยนต์ที่ใช้ ว่ามีกำลังมากน้อยแค่ไหน</p>
<p><strong>เครื่องยนต์สันดาปภายใน</strong> โดยจุดกำเนิดนั้นมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ได้จากปิโตรเลียมนะครับ และได้ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนปัจจุบันถือว่าล้ำหน้ามากเมื่อเทียบกับจุดกำเนิดของมัน อาจเป็นเพราะเวลาที่ผ่านมา เกิดสงครามขึ้นบ่อยครั้ง เครื่องยนต์ จึงถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพื่อใช้กับ รถยนต์ทางทหาร และ อากาศยาน โดยการพัฒนาของ เครื่องยนต์สันดาปภายใน มีจุดประสงค์ในการใช้ น้ำมันปิโตรเลียม เป็นเชื้อเพลิงหลัก ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้ เชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆต้องมีการปรับแต่ง ดัดแปลง ให้ได้ลงตัวที่สุดทั้งด้าน กำลัง และ ความทนทาน โดยอาจใช้เวลาอีกหลายปีทีเดียว เพราะต้องมีคนใช้ เชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆในวงกว้างซะก่อนครับ แต่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังไม่ถึงขีดสุดของมันนะครับ มันยังสามารถพัฒนาได้อีกมากมายนัก ทั้งจากความรู้ด้าน โลหะวิทยา ที่เพิ่มมากขึ้นของมนุษย์เรา จนเกิดโลหะชนิดต่างๆขึ้นมากมาย และการแก้ไขคัดแปลงตัวเครื่องยนต์เองทั้ง ระบบการจุดระเบิด ระบบดูดอากาศ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง รวมไปถึง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ควบคุมเครื่องยนต์ด้วย โดยเฉพาะ เครื่องยนต์ดีเซล นั้นน่าจับตามองทีเดียว เพราะกำลังที่ได้มากับ อัตราการใช้เชื้อเพลิง นั้นคุ้มค่าที่จะพัฒนาจริงๆครับ</p>
<p><strong>รถยนต์ลูกผสม(hybrid car)</strong> คือรถยนต์ที่มีทั้ง เครื่องยนต์ และ มอเตอร์ไฟฟ้า อยู่ในคันเดียวกัน สามารถขับเคลื่อนได้โดยใช้ มอเตอร์ไฟฟ้า ในช่วงที่ไม่ต้องการกำลังมากนักหรือ ในช่วงความเร็วต่ำ และในช่วงที่รถต้องการกำลังในการขับเคลื่อน ก็จะสลับมาใช้เครื่องยนต์แทน รถยนต์ลูกผสม หรือ Hybrid Car จึงมีความสามารถในการใช้เชื้อเพลิงได้อย่าง ประหยัดและคุ้มค่า ในอนาคตรถยนต์ลูกผสม แบบ Full Hybrid เติมน้ำมันเต็มถังอาจจะวิ่งได้ระยะทางหลายพันกิโลเมตรทีเดียว แต่รถยนต์ลูกผสม ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือเนื่องจากมันมีทั้ง เครื่องยนต์ และ มอเตอร์ไฟฟ้า อยู่ในคันเดียวกัน จึงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป ทั้งยังมีน้ำหนักตัวมากกว่าอีกด้วย การทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้นั้น จึงมีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย สรุปแล้วคือคนที่มีเงินมากกว่ากลับได้ใช้รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันกว่า เออ&#8230;.ฟังดูแปลกๆแหะ แต่ไม่เป็นไรครับ คนจนอย่างผมคงต้องฝากความหวังไว้กับ รถยนต์ในข้อต่อไปครับ</p>
<p><strong>รถยนต์ไฟฟ้า(electric car)</strong> คือรถยนต์ที่ใช้ ไฟฟ้า เป็นพลังในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวส่งกำลัง รถยนต์ไฟฟ้ามีค่าใช้จ่าย ต่อ ระยะทาง ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และยังมีค่ามลพิษเป็นศูนย์อีกด้วยไม่นับรวมตอนทิ้งแบตเตอรี่นะ ตอนนี้ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายกำลังทุ่มงบประมาณ เพื่อใช้พัฒนา แบตเตอรี่ สำหรับใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะอยู่ครับ คาดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นานนัก เราคงได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบซะที และเมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายจนมี ต้นทุนในการผลิตลดลงแล้ว การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า นั้นจะมีต้นทุนที่ต่ำมาก จนคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็น รถเพื่อประชาชน อย่างแท้จริงในอนาคต ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ เมื่อถึงเวลานั้นแล้วคงจะมี ผู้ผลิตแบตเตอรี่หลายค่ายผลิตออกมาวางจำหน่ายมากมายหลายเกรด เหมือนแบตเตอรี่มือถือในปัจจุบันนี้แหละครับ แต่ไม่รู้จะมีแบบที่ระเบิดได้หรือเปล่านะ</p>
<p>ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า ก็มีอยู่หลายอย่าง เช่น ใช้งานได้อย่างจำกัด เมื่อไฟหมดก็ต้องหาที่ชาร์จไฟ แถมยังใช้เวลาชาร์จไฟในแต่ละครั้งนานหลายชั่วโมงทีเดียว แต่ข้อนี้ไม่ต้องเป็นห่วงไปครับ เพราะมันเป็น รถเพื่อประชาชน จุดประสงค์ในการใช้งานหลักๆก็คือ การขับไปทำงานแล้วขับกลับบ้าน หรือทำธุระใกล้ๆอย่างเช่น การไปห้างสรรพสินค้า เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เสียบปลั๊กชาร์จไฟไว้ พอรุ่งเช้าก็ดึงปลั๊กออก พร้อมใช้งานต่อไป สิ่งที่น่าห่วงคือ รถยนต์ไฟฟ้ามันจะใช้งานได้ระยะทางน้อยลงเรื่อยๆในการชาร์จไปหนึ่งครั้ง เนื่องจากการเสื่อมของแบตเตอรี่นั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามคงต้องมีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ แบตเตอรี่ และ มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวส่งกำลัง ในอนาคตอาจจะมี มอเตอร์ไฟฟ้าที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว เพื่อป้องกันการไหม้ในการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานก็เป็นไปได้ แหม&#8230;.พูดแล้วผมรู้สึกตื่นเต้นจัง ที่จะได้เข้าไปขับ รถบังคับวิทยุ เหมือนอย่างที่เคยจินตนาการไว้ในตอนเด็ก</p>
<p><strong>รถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง(fuel cell)</strong> เจ้านี่แหละครับที่จะเป็น พระเอกตัวจริง ในอนาคต แต่ไม่ใกล้นะครับ เพราะเจ้าเทคโนโลยี เซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell นั้นมีราคาสูงมากในปัจจุบัน กว่าจะมีราคาลดลงจนคนทั่วไปเข้าถึงได้ คงใช้เวลาอีกนานโขเลยทีเดียว รถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิงมีรูปแบบคล้ายกับ รถยนต์ไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก ต่างกันที่การได้มาของไฟฟ้าซึ่งเกิดจาก การเติมไฮโดรเจนเข้าสู่ระบบ เพื่อทำปฏิกิริยาทางเคมี เกิดเป็นไฟฟ้าไหลเข้าสู่ระบบขับเคลื่อน ซึ่งเซลล์เชื้อเพลิงสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงมาก และมีกระแสที่ค่อนข้างเสถียร จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิงมีความแรงเทียบเท่า รถซูเปอร์คาร์ เกินขีดจำกัดของการใช้แบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าแบบธรรมดาโดยสิ้นเชิง และยังมีไอเสียที่ปล่อยออกมาจากระบบ เป็นเพียงน้ำบริสุทธิ์เท่านั้น สามารถใช้งานได้ไม่ต่างจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน</p>
<p>ทีนี้มาดูข้อเสียของระบบเซลล์เชื้อเพลิงกันบ้าง อย่างแรกเลยคือ ราคาแพงมากมาย จนคนรุ่นผมอาจจะรอไม่ไหว&#8230;อิอิ&#8230; และการผลิตไฮโดรเจน นั้นใช้พลังงานในกระบวนการสูงมาก จึงไม่น่าจะมีราคาถูกกว่า น้ำมันมากนัก รวมถึงการปรับเปลี่ยนสถานีบริการเชื้อเพลิง ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ ระบบเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell นั้นยังเข้าถึงได้ยาก ส่วนข้อสุดท้าย ผมไม่รู้ว่ามันเป็นข้อดี หรือข้อเสียกันแน่ คือระบบนี้มันไม่มีเสียงครับ อย่างที่บอกครับ ว่าระบบเซลล์เชื้อเพลิง นั้นสามารถผลิตกำลังได้เทียบเท่ากับ รถซูเปอร์คาร์ เลยนะครับ ลองนึกภาพรถ Ferrari หรือ รถแข่งในสนาม วิ่งแบบเงียบๆดูสิครับ</p>
<p>รถยนต์แบบอื่นๆ ที่ใช้พลังงานแตกต่างออกไปจากนี้ เช่น พลังงานจากถ่าน(ถ่านที่เป็นคาร์บอน) พลังงานจากขยะ พลังงานจากลม รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์นั้น มีความเป็นไปได้ในการผลิตน้อยมากๆครับ แล้วถ้าในอนาคตข้างหน้า คุณเห็นรถยนต์ที่เป็น พลาสติก ทั้งคันก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีแนวโน้มที่จะนำ พลาสติก เข้ามาแทนชิ้นส่วนที่เป็น โลหะ มากขึ้นเรื่อยๆครับ พอจะนึกภาพรถบังคับวิทยุที่เราเข้าไปขับได้ ออกหรือยังครับ</p>
<p>แล้วพบกันใหม่นะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/06/02/2009/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%97-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Chevrolet Volt Concept</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/24/11/2008/chevrolet-volt-concept/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/24/11/2008/chevrolet-volt-concept/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2008 10:04:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[Chevrolet]]></category>
		<category><![CDATA[Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Electric Vehicle]]></category>
		<category><![CDATA[Fuel Cell]]></category>
		<category><![CDATA[Volt]]></category>
		<category><![CDATA[จีเอ็ม]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รถไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เจนเนอรัล มอเตอร์ส]]></category>
		<category><![CDATA[เชฟโรเลต]]></category>
		<category><![CDATA[โวลต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=44</guid>
		<description><![CDATA[ฮือฮากันตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นต้นแบบ และยิ่งฮือฮามากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพราะดันมีภาพคันจริงหลุดออกมาเผยแพร่ตามอินเตอร์เน็ต จนส่งผลให้จีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์ส ไม่รออีกต่อไป ตัดสินใจนำคันจริงของเชฟโรเลต โวลต์ออกเปิดตัวให้ชาวโลกได้ยลโฉม ก่อนที่จะมีการวางตลาดขายจริงในปี 2010 การเปิดตัวมีขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของจีเอ็ม และโวลต์ถือเป็นการพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่รูปแบบใหม่ของการเดินทางด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบบปลั๊ก-อิน (Plug-in) และถือเป็นโปรดักต์ชันคาร์ที่ผลิตในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกที่มากับการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่นับจากการเปิดตัวของรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ในปี 2002 (แต่ ณ ปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์) นอกจากนั้น สิ่งที่สำคัญคือ โวลต์เป็นรถยนต์ที่มาพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของพลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้กับรถยนต์ ด้วยการยกระดับตัวเอง ให้เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้เป็นระยะทางไกลขึ้น (E-REV : Extended-Range Electric Vehicle) นั่นเท่ากับว่าปัญหาเดิมๆ ในเรื่องระยะทางของการใช้งานที่จีเอ็มเคยประสบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของตัวเองอย่าง EV1 จนถึงขั้นถอนปลั๊กและยุบไลน์ผลิตไปเมื่อทศวรรษที่ 1990 สามารถหาทางออกได้แล้ว ตัวรถได้รับการออกแบบและปรับปรุงรูปลักษณ์มาจากต้นแบบที่เปิดตัวในปี 2006 และยึดรูปแบบตัวถังในสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตูเหมือนเดิม เพียงแต่มีการปรับปรุงรายละเอียดรอบคันให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น และรองรับกับการบรรทุกทั้งคนและสัมภาระได้ ส่วนไฮไลต์หลักของตัวรถเห็นจะหนีไม่พ้นขุมพลัง ซึ่งยึดรูปแบบเดียวกับต้นแบบที่เปิดตัวเมื่อ 2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img116.imageshack.us/img116/8129/chevroletvolt1is2.jpg" alt="" /></p>
<p> <strong>ฮือฮากันตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นต้นแบบ และยิ่งฮือฮามากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา เพราะดันมีภาพคันจริงหลุดออกมาเผยแพร่ตามอินเตอร์เน็ต จนส่งผลให้จีเอ็ม หรือเจนเนอรัล มอเตอร์ส ไม่รออีกต่อไป ตัดสินใจนำคันจริงของเชฟโรเลต โวลต์ออกเปิดตัวให้ชาวโลกได้ยลโฉม ก่อนที่จะมีการวางตลาดขายจริงในปี 2010</strong></p>
<p>การเปิดตัวมีขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของจีเอ็ม และโวลต์ถือเป็นการพาอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่รูปแบบใหม่ของการเดินทางด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบบปลั๊ก-อิน (Plug-in) และถือเป็นโปรดักต์ชันคาร์ที่ผลิตในเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกที่มากับการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่นับจากการเปิดตัวของรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ในปี 2002 (แต่ ณ ปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์)</p>
<p>       นอกจากนั้น สิ่งที่สำคัญคือ โวลต์เป็นรถยนต์ที่มาพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของพลังงานไฟฟ้าที่นำมาใช้กับรถยนต์ ด้วยการยกระดับตัวเอง ให้เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้เป็นระยะทางไกลขึ้น (E-REV : Extended-Range Electric Vehicle)</p>
<p>       นั่นเท่ากับว่าปัญหาเดิมๆ ในเรื่องระยะทางของการใช้งานที่จีเอ็มเคยประสบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของตัวเองอย่าง EV1 จนถึงขั้นถอนปลั๊กและยุบไลน์ผลิตไปเมื่อทศวรรษที่ 1990 สามารถหาทางออกได้แล้ว</p>
<p><img src="http://img122.imageshack.us/img122/1604/chevroletvolt2ml1.jpg" alt="" /></p>
<p>ตัวรถได้รับการออกแบบและปรับปรุงรูปลักษณ์มาจากต้นแบบที่เปิดตัวในปี 2006 และยึดรูปแบบตัวถังในสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตูเหมือนเดิม เพียงแต่มีการปรับปรุงรายละเอียดรอบคันให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น และรองรับกับการบรรทุกทั้งคนและสัมภาระได้</p>
<p>       ส่วนไฮไลต์หลักของตัวรถเห็นจะหนีไม่พ้นขุมพลัง ซึ่งยึดรูปแบบเดียวกับต้นแบบที่เปิดตัวเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กับการสลับแนวคิดของเทคโนโลยีไฮบริด พร้อมกับปรับปรุงให้เหนือกว่า ที่บอกว่าเป็นอย่างนั้นก็เพราะ ส่วนประกอบของระบบยังมีเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่เหมือนกัน แต่สลับหน้าที่ในการทำงาน</p>
<p>เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 37.7 กก.-ม.จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว โดยที่เครื่องยนต์สันดาปภายในซึ่งใช้เชื้อเพลิงแบบ E85 จะทำหน้าที่เป็นตัวปั่นกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออนขนาด 220 เซลล์เพื่อชดเชยกับกระแสไฟฟ้าที่ถูกใช้ไฟในขณะเดินทาง ส่วนสมรรถนะในการขับเคลื่อนก็ไม่เป็นรองรถยนต์ปกติ เพราะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง</p>
<p>       ปัญหาในเรื่องระยะทางในการใช้งานที่เคยเป็นอุปสรรคชิ้นโตของรถยนต์พลังไฟฟ้ารุ่นเก่าๆ ก็จะหมดไปทันที เพราะตราบใดที่เครื่องยนต์ยังทำงานในการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในระบบ ตัวรถก็ยังขับเคลื่อนต่อไปได้ ถ้าน้ำมันหมด ก็เข้าปั๊มเติม ไม่ต้องหาปลักเสียบและรอชาร์จอีกค่อนวันให้วุ่นวาย</p>
<p><img src="http://img116.imageshack.us/img116/2096/chevroletvolt3oy7.jpg" alt="" /></p>
<p>ดังนั้นเวลาเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นมาแล้วเจอเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ข้างในแล้ว ก็อย่าตกอกตกใจคิดว่าจีเอ็มหลอกลวงว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่</p>
<p>       ส่วนที่ว่าเหนือชั้นกว่าก็เห็นจะเป็นเรื่องที่ลูกค้าสามารถใช้งานรถยนต์รุ่นนี้โดยที่บิลล์ค่าน้ำมันไม่ขยับเลยก็ได้ นั่นเป็นเพราะตัวระบบถูกออกแบบให้ระยะทาง 65 กิโลเมตรแรกจะพึ่งพลังจากกระแสไฟฟ้าที่อยู่ในแบตเตอรี่ (ซึ่งถูกชาร์จจนเต็มเมื่อเจ้าของขับถึงบ้านหรือออฟฟิศแล้วเสียบปลั๊กชาร์จ) เพียงอย่างเดียว โดยที่เครื่องยนต์ไม่ถูกสตาร์ทขึ้นมา</p>
<p>นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่เดินทางด้วยระยะทางไม่เกินจากนี้แล้วพอถึงที่หมายก็เสียบปลั๊กชาร์จ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์เลย แต่ถ้าขับเกิน เมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมดเครื่องยนต์ก็จะทำหน้าที่ชาร์จกลับเข้ามาชดเชย โดยตัวเลขนี้มาจากค่าเฉลี่ยในการใช้รถยนต์ใน 1 วันของคนอเมริกัน</p>
<p>       จากข้อมูลของจีเอ็มระบุว่า โวลต์สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ด้วยการเสียบในบ้านที่ใช้ไฟ 120 โวลต์ทั่วไป หรือ 240 โวลต์ โดยใช้เวลาน้อยกว่า 3 ชั่วโมงสำหรับแบบแรกและ 8 ชั่วโมงสำหรับแบบหลัง ส่วนค่าใช้จ่ายในการใช้งานโวลต์จะอยู่ที่ประมาณ 27.20 บาท ต่อวัน (เมื่อคิดจากค่าไฟในสหรัฐอเมริกาที่ประมาณ 3.40 บาท ต่อ กิโลวัตต์ชั่วโมง) ในการชาร์จแบตเตอรีให้เต็ม ซึ่งจีเอ็มคาดว่าการชาร์จไฟฟ้าของโวลต์มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการซื้อกาแฟดื่มต่อถ้วยด้วยซ้ำ และถ้าชาร์จ 1 ครั้งต่อวันในทุกวันตลอดทั้งปีจะใช้ปริมาณไฟฟ้าที่น้อยกว่าการใช้ไฟของตู้เย็นหรือตู้แช่หนึ่งตู้เสียอีก</p>
<p>       จากการประเมินของจีเอ็ม ค่าใช้จ่ายในการขับโวลต์อยู่ที่ 0.43 บาทต่อกิโลเมตร ถูกกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ที่ 2.55 บาทต่อกิโลเมตร (คิดตามราคาน้ำมันในสหรัฐอเมริกาที่แกลลอนละ 3.60 ดอลลาร์) หากคำนวนจากการใช้รถยนต์เฉลี่ย 65 กิโลเมตรต่อวัน หรือ 24,750 กิโลเมตรต่อปี สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 51,000 บาท ต่อปี</p>
<p><img src="http://img116.imageshack.us/img116/4831/chevroletvolt4zz2.jpg" alt="" /></p>
<p>ถ้าใช้โหมดไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด จะมีค่าใช้จ่ายเพียง 1 ใน 6 เท่าเมื่อเทียบกับรถที่ใช้น้ำมันทั่วไป นอกจากนี้ ถ้าเลือกชาร์จไฟในช่วงเวลาที่มีคนใช้ไฟน้อย ค่าไฟก็จะถูกลงด้วยเพราะค่าไฟในช่วงดังกล่าวจะถูกกว่าเวลาปกติ</p>
<p>       แน่นอนว่าราคายังไม่เปิดเผยและยังเป็นที่ถกเถียงว่าจีเอ็มจะสามารถกดให้ลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ คือ ประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือไม่เกิน 1 ล้านบาทได้หรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการอุดหนุนของภาครัฐในการช่วยเหลือทางด้านภาษีด้วย เพราะถ้าไม่ช่วยแล้วและจีเอ็มต้องขายในราคาแบบไม่ขาดทุนแล้ว ราคาจะขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 40,000-50,000 สหรัฐฯ หรือ 1.3-1.65 ล้านบาทเลยทีเดียว</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000113310">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/24/11/2008/chevrolet-volt-concept/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

