<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>iCar Free Online Magazine &#187; แบตเตอรี่</title>
	<atom:link href="http://www.icarmagazine.com/tag/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.icarmagazine.com</link>
	<description>Free Car Magazine Online - นิตยสาร รถยนต์ ออนไลน์ ฟรี! ที่รวบรวมข้อมูลเรื่อง ยานยนต์ และ สาระอื่นๆที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไว้อย่างหลากหลาย</description>
	<lastBuildDate>Fri, 23 Dec 2011 17:12:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>Mitsubishi i MiEV Sport ขุมพลังไฟฟ้า</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/07/12/2010/mitsubishi-i-miev-sport-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/07/12/2010/mitsubishi-i-miev-sport-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 07 Dec 2010 13:47:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[i MiEV Sport]]></category>
		<category><![CDATA[Mitsubishi]]></category>
		<category><![CDATA[ขุมพลังไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลทางเทคนิค]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[มิตซูบิชิ]]></category>
		<category><![CDATA[ยนตรกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ไอมีฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=256</guid>
		<description><![CDATA[Mitsubishi i MiEV Sport นับเป็นสุดยอดเทคโนโลยียนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าจากมิตซูบิชิโดยมีพื้นฐานจากมิตซูบิชิ ไอมีฟ (i MiEV) โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจากมอเตอร์โดยตรงภายในล้อ (S-AWC : Super All Wheel Control) ทำให้ได้มาซึ่งสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเยี่ยม การออกแบบ “ i MiEV Sport” มาพร้อมการออกแบบภายนอกสไตล์ฟาสต์แบ็กช่วยให้รถดูปราดเปรียวมากขึ้น พร้อมตัวถังสีเขียวสว่างประกายมุกเชื่อมโยงกับธรรมชาติพร้อมส่งประกายเมื่อมีแสงส่องกระทบจึงให้ความรู้สึกล้ำสมัยสะท้อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในขณะที่การออกแบบภายในที่เรียบง่ายให้ความรู้สึกสบายเสมือนนั่งอยู่ในบ้าน พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุเมทัลลิกสะท้อนความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตได้เป็นอย่างดี พร้อมไฟในห้องโดยสารแบบ LED สีน้ำเงินสะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติ ล้ำสมัย รูปร่าง “i MiEV Sport” ใช้โครงสร้างการวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังเช่นเดียวกับมิตซูบิชิ ไอมีฟ ด้วยระยะฐานล้อที่กว้างขึ้นช่วยให้สามารถติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประสิทธิภาพสูงไว้ในส่วนล่างของตัวรถ ส่วนมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ติดตั้งอยู่ด้านล่างที่ใส่สัมภาระ ซึ่งจากการวางโครงสร้างดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้สามารถกระจายน้ำหนักของตัวรถทำให้รถมีการทรงตัวที่เป็นเยี่ยมแล้วยังมีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถนะและช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร โครงสร้างตัวถัง มิตซูบิชิ i MiEV Sport มาพร้อมโครงสร้างตัวถังขึ้นรูปแบบสเปซ เฟรม โดยใช้อลูมิเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และทนทานเป็นวัสดุหลัก ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาช่วยเพิ่มสมรรถนะให้กับตัวรถ และมีการออกแบบโครงสร้างที่ดีทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และส่วนอื่นๆ ช่วยให้มีความปลอดภัยเป็นเยี่ยมจากการสามารถลดแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-1.jpg" alt="" /></p>
<p>Mitsubishi i MiEV Sport  นับเป็นสุดยอดเทคโนโลยียนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าจากมิตซูบิชิโดยมีพื้นฐานจากมิตซูบิชิ ไอมีฟ (i MiEV)  โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจากมอเตอร์โดยตรงภายในล้อ  (S-AWC : Super All Wheel Control)  ทำให้ได้มาซึ่งสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเยี่ยม</p>
<p><strong>การออกแบบ</strong><br />
“ i MiEV Sport” มาพร้อมการออกแบบภายนอกสไตล์ฟาสต์แบ็กช่วยให้รถดูปราดเปรียวมากขึ้น พร้อมตัวถังสีเขียวสว่างประกายมุกเชื่อมโยงกับธรรมชาติพร้อมส่งประกายเมื่อมีแสงส่องกระทบจึงให้ความรู้สึกล้ำสมัยสะท้อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ในขณะที่การออกแบบภายในที่เรียบง่ายให้ความรู้สึกสบายเสมือนนั่งอยู่ในบ้าน พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุเมทัลลิกสะท้อนความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตได้เป็นอย่างดี พร้อมไฟในห้องโดยสารแบบ LED สีน้ำเงินสะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติ ล้ำสมัย</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-2.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>รูปร่าง</strong><br />
“i MiEV Sport” ใช้โครงสร้างการวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังเช่นเดียวกับมิตซูบิชิ ไอมีฟ ด้วยระยะฐานล้อที่กว้างขึ้นช่วยให้สามารถติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนประสิทธิภาพสูงไว้ในส่วนล่างของตัวรถ ส่วนมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ติดตั้งอยู่ด้านล่างที่ใส่สัมภาระ  ซึ่งจากการวางโครงสร้างดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้สามารถกระจายน้ำหนักของตัวรถทำให้รถมีการทรงตัวที่เป็นเยี่ยมแล้วยังมีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถนะและช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร</p>
<p><strong>โครงสร้างตัวถัง</strong><br />
มิตซูบิชิ  i MiEV Sport มาพร้อมโครงสร้างตัวถังขึ้นรูปแบบสเปซ เฟรม โดยใช้อลูมิเนียมซึ่งมีน้ำหนักเบา แข็งแรง และทนทานเป็นวัสดุหลัก ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาช่วยเพิ่มสมรรถนะให้กับตัวรถ  และมีการออกแบบโครงสร้างที่ดีทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และส่วนอื่นๆ ช่วยให้มีความปลอดภัยเป็นเยี่ยมจากการสามารถลดแรงกระแทกจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการชนจากด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านข้าง  ในกรณีที่ชนจากด้านหลังจะมีชุดอุปกรณ์ไฟฟ้า (EV components) ซึ่งอยู่ใต้เบาะหลัง รวมทั้งพื้นรถด้านหลังจะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกช่วยให้ห้องโดยสารสามารถคงรูปป้องกันความสียหายในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลางด้านหลังประกอบกับตัวถังแบบ RISE Body  ทำให้ปลอดภัยจากการชนรอบทิศทาง  แม้จะเป็นการชนกับรถที่มีขนาดและน้ำหนักที่แตกต่างกันก็ตาม</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-Interior-1.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ระบบขับเคลื่อน  (S-AWC)</strong><br />
มิตซูบิชิ   i MiEV Sport  ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแม่เหล็กถาวร 3 ตัว โดยสองตัวแรกติดตั้งภายในล้อคู่หน้า  ในขณะที่สองล้อหลังขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เดี่ยวซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้ใน i-MiEV โดยทั้งหมดจะทำงานร่วมกันภายใต้การขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ หรือ E-4WD และยังมีการติดตั้งระบบ E-AYC (Electric Active Yaw Control) เพื่อช่วยในการควบคุมการกระจายแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลังสู่ล้อหลังซ้ายและขวาอย่างได้สมดุลและสอดคล้องกับสภาพเส้นทางและการขับ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการติดตั้งระบบ ABS และ ASC  ซึ่งควบคุมการขับขี่อย่างอิสระจึงทำให้เบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาพการขับขี่พร้อมเสถียรภาพในการขับเคลื่อนสูงสุด</p>
<p><strong>เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม</strong><br />
มิตซูบิชิ i MiEV Sport มาพร้อมเทคโนโลยีที่ให้ความประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นเยี่ยมจากการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคารถ   ชุดพัดลมกำเนิดพลังงานกำลังไฟฟ้าภายในกระจังหน้า  การเปลี่ยนแปลงการทำงานของเบรกให้สามารถเรียกคืนพลังงานเมื่อรถช้าลง  พร้อมการติดตั้งหลอดไฟประหยัดพลังงาน LEDs  ทั้งในไฟหลังและภายในห้องโดยสาร  และระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพจากการใช้กระจกที่ดูดซับความร้อน  ยิ่งไปกว่านั้นการใช้พลาสติกเขียว ( Green Plastic) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของมิตซูบิชิมาใช้เป็นวัสดุตกแต่งภายใน ทำให้ได้รับการยอมรับในเรื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเยี่ยม</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-3.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ข้อมูลทางเทคนิค</strong><br />
ความยาวตลอดคัน:	3,450 [มม.]<br />
ความกว้างตลอดคัน:	1,600 [มม.]<br />
ความสูง:	1,400 [มม.]<br />
ระยะฐานล้อ:	2,550 [มม.]<br />
Track (F/R):	1,405/1,405 [มม.]<br />
ที่นั่ง:	2 + 2<br />
มอเตอร์:	Permanent magnetic synchronous motors<br />
ล้อหน้า: In-wheel motors<br />
ล้อหลัง: Single motor<br />
กำลังสูงสุด:	ล้อหน้า: 20kW 2; ล้อหลัง: 47kW<br />
แรงบิดสูงสุด:	ล้อหน้า: 250 Nm 2; ล้อหลัง: 180 Nm<br />
ความเร็วสูงสุด:	180km/h<br />
Range (10-15 Mode):	200km<br />
ยาง:	175/40R17</p>
<p><img src="http://www.thecarsworld.com/image/i-MiEV-Sport-Interior-2.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/07/12/2010/mitsubishi-i-miev-sport-%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pininifarina BO Concept จากต้นแบบสู่การผลิตจริง</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/07/02/2009/pininifarina-bo-concept-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/07/02/2009/pininifarina-bo-concept-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Feb 2009 11:46:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Concept Car]]></category>
		<category><![CDATA[BO Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Lithium-Metal-Polymer]]></category>
		<category><![CDATA[Pininifarina]]></category>
		<category><![CDATA[พินินฟารินา]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์โชว์]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ต้นแบบ]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์พลังไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมรถยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[แฮทช์แบ็ก]]></category>
		<category><![CDATA[โซลาร์เซลล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=98</guid>
		<description><![CDATA[เคยมีข่าวว่าอีก 2 ปีข้างหน้า พินินฟารินาสนใจที่จะกระโดดเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ด้วยการผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองออกมาขาย ซึ่งข่าวนี้ได้รับการยืนยันว่ามีความเป็นไปได้เกือบ 100% หลังจากที่สำนักออกแบบชื่อดังของอิตาลีจัดการเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบทรงกะทัดรัดรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ BO ออกมาในงานปารีส มอเตอร์โชว์ 2008 BO เป็นผลผลิตที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างพินินฟารินากับ Ballore Group ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สัญชาติฝรั่งเศสในการพัฒนาต้นแบบคันนี้ขึ้นมา พร้อมกับรูปทรงในแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตูที่มีความกะทัดรัด เหมาะสำหรับคนเมืองในยุคหน้า โปรเจ็กต์นี้ต่างคนต่างแยกหน้าที่ในการทำงาน โดยพินินฟารินารับหน้าที่ในการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกและภายในทั้งหมด ซึ่งตัวรถมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ดูสะดุดตา พร้อมกับเน้นตัวถังให้สามารถรองรับกับประโยชน์ใช้สอยของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ทาง Ballore พัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า LMP หรือ Lithium-Metal-Polymer ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้าจากไฟบ้านโดยใช้เวลาไม่นานแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็เต็มลูกแล้ว และสามารถแล่นทำระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้งอยู่ที่ 241 กิโลเมตร Ballore เผยว่าแบตเตอรี่ประเภทนี้มีความทนทานในการใช้งาน และผ่านการทดสอบมามากกว่า 200,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีขนาดกะทัดรัดแต่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่ากับแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไออนทั่วไป โดยจาดความกะทัดรัดนี้สามารถวางแผงแบตเตอรี่เอาไว้ที่ด้านใต้ของเบาะนั่งได้โดยที่ไม่กินพื้นที่ภายในห้องโดยสารมากนัก ตัวต้นแบบสามารถขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะที่ไม่ถึงกับหวือหวา แต่ก็เหมาะสมกับการใช้งานในเมือง ด้วยอัตราเร่งจาก 0-60 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 6.3 วินาที และความเร็วสูงสุดถูกล็อกเอาไว้ที่ 80 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 130 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img10.imageshack.us/img10/457/pininifarinabo1gw3.jpg" alt="" /></p>
<p>เคยมีข่าวว่าอีก 2 ปีข้างหน้า พินินฟารินาสนใจที่จะกระโดดเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ด้วยการผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองออกมาขาย ซึ่งข่าวนี้ได้รับการยืนยันว่ามีความเป็นไปได้เกือบ 100% หลังจากที่สำนักออกแบบชื่อดังของอิตาลีจัดการเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบทรงกะทัดรัดรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ BO ออกมาในงานปารีส มอเตอร์โชว์ 2008</p>
<p> BO เป็นผลผลิตที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างพินินฟารินากับ Ballore Group ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สัญชาติฝรั่งเศสในการพัฒนาต้นแบบคันนี้ขึ้นมา พร้อมกับรูปทรงในแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตูที่มีความกะทัดรัด เหมาะสำหรับคนเมืองในยุคหน้า</p>
<p><img src="http://img9.imageshack.us/img9/9113/pininifarinabo2hh2.jpg" alt="" /></p>
<p> โปรเจ็กต์นี้ต่างคนต่างแยกหน้าที่ในการทำงาน โดยพินินฟารินารับหน้าที่ในการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกและภายในทั้งหมด ซึ่งตัวรถมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ดูสะดุดตา พร้อมกับเน้นตัวถังให้สามารถรองรับกับประโยชน์ใช้สอยของลูกค้าได้อย่างเต็มที่</p>
<p>ขณะที่ทาง Ballore พัฒนาแบตเตอรี่รุ่นใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า LMP หรือ Lithium-Metal-Polymer ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้าจากไฟบ้านโดยใช้เวลาไม่นานแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็เต็มลูกแล้ว และสามารถแล่นทำระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้งอยู่ที่ 241 กิโลเมตร</p>
<p><img src="http://img18.imageshack.us/img18/5651/pininifarinabo3bj1.jpg" alt="" /></p>
<p>Ballore เผยว่าแบตเตอรี่ประเภทนี้มีความทนทานในการใช้งาน และผ่านการทดสอบมามากกว่า 200,000 กิโลเมตร อีกทั้งยังมีขนาดกะทัดรัดแต่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่ากับแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไออนทั่วไป โดยจาดความกะทัดรัดนี้สามารถวางแผงแบตเตอรี่เอาไว้ที่ด้านใต้ของเบาะนั่งได้โดยที่ไม่กินพื้นที่ภายในห้องโดยสารมากนัก</p>
<p>ตัวต้นแบบสามารถขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะที่ไม่ถึงกับหวือหวา แต่ก็เหมาะสมกับการใช้งานในเมือง ด้วยอัตราเร่งจาก 0-60 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 6.3 วินาที และความเร็วสูงสุดถูกล็อกเอาไว้ที่ 80 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับรถยนต์พลังไฟฟ้าที่เน้นการขับขี่ในเมืองเป็นหลัก</p>
<p><img src="http://img18.imageshack.us/img18/227/pininifarinabo5jw5.jpg" alt="" /></p>
<p>ในเรื่องของการเก็บกระแสไฟฟ้าของต้นแบบคันนี้ นอกจากแบตเตอรี่แบบ LMP แล้ว ก็ยังมีตัวเก็บประจุแบบพิเศษที่เรียกว่า Super Capacitor ซึ่งจะทำหน้าที่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าที่มาจากการแปรรูปของพลังงานที่เกิดขึ้นในระหว่างการเบรกหรือถอนคันเร่ง อีกทั้งแหล่งพลังงานอีกแหล่งของตัวรถก็มาจากแสงอาทิตย์ เพราะว่าบนฝากระโปรงหน้าและหลังคามีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เอาไว้ด้วย</p>
<p>เมื่อถึงเวลาลงสู่ตลาดจริงคาดว่าหน้าตาของ BO คงจะมีการเปลี่ยนแปลงหน่อย เพราะรายละเอียดจะต้องมีการปรับเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง ส่วนการเปิดตัวคันจริงที่จะวางขายข่าวระบุว่ามีขึ้นในกลางปีหน้า และขึ้นไลน์ผลิตที่โรงงานในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี เพื่อเริ่มทำตลาดในช่วงปลายปี 2009 ส่วนการผลิตแบตเตอรี่และตัวเก็บประจุจะเป็นหน้าที่ของ Ballore ซึ่งมีโรงงานอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และแคนาดา</p>
<p><img src="http://img13.imageshack.us/img13/3079/pininifarinabo4ar0.jpg" alt="" /></p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=9510000152795">ผู้จัดการ Online</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/07/02/2009/pininifarina-bo-concept-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิกฤตพลังงานกับทางแยกที่เราต้องเลือก(หรือเปล่า) ตอน 2</title>
		<link>http://www.icarmagazine.com/06/02/2009/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%97-2/</link>
		<comments>http://www.icarmagazine.com/06/02/2009/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%97-2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 06 Feb 2009 09:32:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Special Feature]]></category>
		<category><![CDATA[electric car]]></category>
		<category><![CDATA[Fuel Cell]]></category>
		<category><![CDATA[Hybrid Car]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์คาร์]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำมันเชื้อเพลิง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทางเลือก]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ลูกผสม]]></category>
		<category><![CDATA[รถยนต์ไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[วิกฤตพลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[อุตสาหกรรมยานยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยนต์สันดาปภายใน]]></category>
		<category><![CDATA[เซลล์เชื้อเพลิง]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮโดรเจน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.icarmagazine.com/?p=85</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้เรามาดูเกี่ยวกับ ระบบเครื่องยนต์ และ การใช้พลังงาน อย่างที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนที่ 1 เกี่ยวกับ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ก็เริ่มที่ตัวนี้แหละ เครื่องยนต์สันดาปภายใน คือเครื่องยนต์ที่ใช้วิธีนำเชื้อเพลิงผสมกับอากาศ แล้วจุดระเบิดขึ้นภายใน แรงระเบิดก็จะผลักดันลูกสูบ ผ่านก้านสูบมาหมุนข้อเหวี่ยง ทำให้เกิดกำลังจากการหมุนรอบของข้อเหวี่ยงมายัง ชุดขับเคลื่อน หรือ ชุดเกียร์ นั่นเอง แล้วก็ส่งผ่าน เพลาขับ มาหมุนล้อที่ขับเคลื่อน ทำให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องยนต์ที่ใช้ ว่ามีกำลังมากน้อยแค่ไหน เครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยจุดกำเนิดนั้นมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ได้จากปิโตรเลียมนะครับ และได้ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนปัจจุบันถือว่าล้ำหน้ามากเมื่อเทียบกับจุดกำเนิดของมัน อาจเป็นเพราะเวลาที่ผ่านมา เกิดสงครามขึ้นบ่อยครั้ง เครื่องยนต์ จึงถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพื่อใช้กับ รถยนต์ทางทหาร และ อากาศยาน โดยการพัฒนาของ เครื่องยนต์สันดาปภายใน มีจุดประสงค์ในการใช้ น้ำมันปิโตรเลียม เป็นเชื้อเพลิงหลัก ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้ เชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆต้องมีการปรับแต่ง ดัดแปลง ให้ได้ลงตัวที่สุดทั้งด้าน กำลัง และ ความทนทาน โดยอาจใช้เวลาอีกหลายปีทีเดียว เพราะต้องมีคนใช้ เชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆในวงกว้างซะก่อนครับ แต่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังไม่ถึงขีดสุดของมันนะครับ มันยังสามารถพัฒนาได้อีกมากมายนัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img13.imageshack.us/img13/4871/enginert6.jpg" alt="" /></p>
<p>วันนี้เรามาดูเกี่ยวกับ ระบบเครื่องยนต์ และ การใช้พลังงาน อย่างที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนที่ 1 เกี่ยวกับ เครื่องยนต์สันดาปภายใน ก็เริ่มที่ตัวนี้แหละ</p>
<p><strong>เครื่องยนต์สันดาปภายใน</strong> คือเครื่องยนต์ที่ใช้วิธีนำเชื้อเพลิงผสมกับอากาศ แล้วจุดระเบิดขึ้นภายใน แรงระเบิดก็จะผลักดันลูกสูบ ผ่านก้านสูบมาหมุนข้อเหวี่ยง ทำให้เกิดกำลังจากการหมุนรอบของข้อเหวี่ยงมายัง ชุดขับเคลื่อน หรือ ชุดเกียร์ นั่นเอง แล้วก็ส่งผ่าน เพลาขับ มาหมุนล้อที่ขับเคลื่อน ทำให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ จะเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องยนต์ที่ใช้ ว่ามีกำลังมากน้อยแค่ไหน</p>
<p><strong>เครื่องยนต์สันดาปภายใน</strong> โดยจุดกำเนิดนั้นมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ได้จากปิโตรเลียมนะครับ และได้ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนปัจจุบันถือว่าล้ำหน้ามากเมื่อเทียบกับจุดกำเนิดของมัน อาจเป็นเพราะเวลาที่ผ่านมา เกิดสงครามขึ้นบ่อยครั้ง เครื่องยนต์ จึงถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพื่อใช้กับ รถยนต์ทางทหาร และ อากาศยาน โดยการพัฒนาของ เครื่องยนต์สันดาปภายใน มีจุดประสงค์ในการใช้ น้ำมันปิโตรเลียม เป็นเชื้อเพลิงหลัก ดังนั้นการเปลี่ยนไปใช้ เชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆต้องมีการปรับแต่ง ดัดแปลง ให้ได้ลงตัวที่สุดทั้งด้าน กำลัง และ ความทนทาน โดยอาจใช้เวลาอีกหลายปีทีเดียว เพราะต้องมีคนใช้ เชื้อเพลิงทางเลือกต่างๆในวงกว้างซะก่อนครับ แต่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังไม่ถึงขีดสุดของมันนะครับ มันยังสามารถพัฒนาได้อีกมากมายนัก ทั้งจากความรู้ด้าน โลหะวิทยา ที่เพิ่มมากขึ้นของมนุษย์เรา จนเกิดโลหะชนิดต่างๆขึ้นมากมาย และการแก้ไขคัดแปลงตัวเครื่องยนต์เองทั้ง ระบบการจุดระเบิด ระบบดูดอากาศ ระบบจ่ายเชื้อเพลิง รวมไปถึง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ควบคุมเครื่องยนต์ด้วย โดยเฉพาะ เครื่องยนต์ดีเซล นั้นน่าจับตามองทีเดียว เพราะกำลังที่ได้มากับ อัตราการใช้เชื้อเพลิง นั้นคุ้มค่าที่จะพัฒนาจริงๆครับ</p>
<p><strong>รถยนต์ลูกผสม(hybrid car)</strong> คือรถยนต์ที่มีทั้ง เครื่องยนต์ และ มอเตอร์ไฟฟ้า อยู่ในคันเดียวกัน สามารถขับเคลื่อนได้โดยใช้ มอเตอร์ไฟฟ้า ในช่วงที่ไม่ต้องการกำลังมากนักหรือ ในช่วงความเร็วต่ำ และในช่วงที่รถต้องการกำลังในการขับเคลื่อน ก็จะสลับมาใช้เครื่องยนต์แทน รถยนต์ลูกผสม หรือ Hybrid Car จึงมีความสามารถในการใช้เชื้อเพลิงได้อย่าง ประหยัดและคุ้มค่า ในอนาคตรถยนต์ลูกผสม แบบ Full Hybrid เติมน้ำมันเต็มถังอาจจะวิ่งได้ระยะทางหลายพันกิโลเมตรทีเดียว แต่รถยนต์ลูกผสม ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือเนื่องจากมันมีทั้ง เครื่องยนต์ และ มอเตอร์ไฟฟ้า อยู่ในคันเดียวกัน จึงทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่ารถยนต์ทั่วไป ทั้งยังมีน้ำหนักตัวมากกว่าอีกด้วย การทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้นั้น จึงมีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย สรุปแล้วคือคนที่มีเงินมากกว่ากลับได้ใช้รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันกว่า เออ&#8230;.ฟังดูแปลกๆแหะ แต่ไม่เป็นไรครับ คนจนอย่างผมคงต้องฝากความหวังไว้กับ รถยนต์ในข้อต่อไปครับ</p>
<p><strong>รถยนต์ไฟฟ้า(electric car)</strong> คือรถยนต์ที่ใช้ ไฟฟ้า เป็นพลังในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียว โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวส่งกำลัง รถยนต์ไฟฟ้ามีค่าใช้จ่าย ต่อ ระยะทาง ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และยังมีค่ามลพิษเป็นศูนย์อีกด้วยไม่นับรวมตอนทิ้งแบตเตอรี่นะ ตอนนี้ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายกำลังทุ่มงบประมาณ เพื่อใช้พัฒนา แบตเตอรี่ สำหรับใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะอยู่ครับ คาดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นานนัก เราคงได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบซะที และเมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายจนมี ต้นทุนในการผลิตลดลงแล้ว การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า นั้นจะมีต้นทุนที่ต่ำมาก จนคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็น รถเพื่อประชาชน อย่างแท้จริงในอนาคต ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ เมื่อถึงเวลานั้นแล้วคงจะมี ผู้ผลิตแบตเตอรี่หลายค่ายผลิตออกมาวางจำหน่ายมากมายหลายเกรด เหมือนแบตเตอรี่มือถือในปัจจุบันนี้แหละครับ แต่ไม่รู้จะมีแบบที่ระเบิดได้หรือเปล่านะ</p>
<p>ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า ก็มีอยู่หลายอย่าง เช่น ใช้งานได้อย่างจำกัด เมื่อไฟหมดก็ต้องหาที่ชาร์จไฟ แถมยังใช้เวลาชาร์จไฟในแต่ละครั้งนานหลายชั่วโมงทีเดียว แต่ข้อนี้ไม่ต้องเป็นห่วงไปครับ เพราะมันเป็น รถเพื่อประชาชน จุดประสงค์ในการใช้งานหลักๆก็คือ การขับไปทำงานแล้วขับกลับบ้าน หรือทำธุระใกล้ๆอย่างเช่น การไปห้างสรรพสินค้า เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เสียบปลั๊กชาร์จไฟไว้ พอรุ่งเช้าก็ดึงปลั๊กออก พร้อมใช้งานต่อไป สิ่งที่น่าห่วงคือ รถยนต์ไฟฟ้ามันจะใช้งานได้ระยะทางน้อยลงเรื่อยๆในการชาร์จไปหนึ่งครั้ง เนื่องจากการเสื่อมของแบตเตอรี่นั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ตามคงต้องมีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของ แบตเตอรี่ และ มอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวส่งกำลัง ในอนาคตอาจจะมี มอเตอร์ไฟฟ้าที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว เพื่อป้องกันการไหม้ในการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานก็เป็นไปได้ แหม&#8230;.พูดแล้วผมรู้สึกตื่นเต้นจัง ที่จะได้เข้าไปขับ รถบังคับวิทยุ เหมือนอย่างที่เคยจินตนาการไว้ในตอนเด็ก</p>
<p><strong>รถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง(fuel cell)</strong> เจ้านี่แหละครับที่จะเป็น พระเอกตัวจริง ในอนาคต แต่ไม่ใกล้นะครับ เพราะเจ้าเทคโนโลยี เซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell นั้นมีราคาสูงมากในปัจจุบัน กว่าจะมีราคาลดลงจนคนทั่วไปเข้าถึงได้ คงใช้เวลาอีกนานโขเลยทีเดียว รถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิงมีรูปแบบคล้ายกับ รถยนต์ไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก ต่างกันที่การได้มาของไฟฟ้าซึ่งเกิดจาก การเติมไฮโดรเจนเข้าสู่ระบบ เพื่อทำปฏิกิริยาทางเคมี เกิดเป็นไฟฟ้าไหลเข้าสู่ระบบขับเคลื่อน ซึ่งเซลล์เชื้อเพลิงสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงมาก และมีกระแสที่ค่อนข้างเสถียร จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิงมีความแรงเทียบเท่า รถซูเปอร์คาร์ เกินขีดจำกัดของการใช้แบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าแบบธรรมดาโดยสิ้นเชิง และยังมีไอเสียที่ปล่อยออกมาจากระบบ เป็นเพียงน้ำบริสุทธิ์เท่านั้น สามารถใช้งานได้ไม่ต่างจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน</p>
<p>ทีนี้มาดูข้อเสียของระบบเซลล์เชื้อเพลิงกันบ้าง อย่างแรกเลยคือ ราคาแพงมากมาย จนคนรุ่นผมอาจจะรอไม่ไหว&#8230;อิอิ&#8230; และการผลิตไฮโดรเจน นั้นใช้พลังงานในกระบวนการสูงมาก จึงไม่น่าจะมีราคาถูกกว่า น้ำมันมากนัก รวมถึงการปรับเปลี่ยนสถานีบริการเชื้อเพลิง ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ ระบบเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell นั้นยังเข้าถึงได้ยาก ส่วนข้อสุดท้าย ผมไม่รู้ว่ามันเป็นข้อดี หรือข้อเสียกันแน่ คือระบบนี้มันไม่มีเสียงครับ อย่างที่บอกครับ ว่าระบบเซลล์เชื้อเพลิง นั้นสามารถผลิตกำลังได้เทียบเท่ากับ รถซูเปอร์คาร์ เลยนะครับ ลองนึกภาพรถ Ferrari หรือ รถแข่งในสนาม วิ่งแบบเงียบๆดูสิครับ</p>
<p>รถยนต์แบบอื่นๆ ที่ใช้พลังงานแตกต่างออกไปจากนี้ เช่น พลังงานจากถ่าน(ถ่านที่เป็นคาร์บอน) พลังงานจากขยะ พลังงานจากลม รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์นั้น มีความเป็นไปได้ในการผลิตน้อยมากๆครับ แล้วถ้าในอนาคตข้างหน้า คุณเห็นรถยนต์ที่เป็น พลาสติก ทั้งคันก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีแนวโน้มที่จะนำ พลาสติก เข้ามาแทนชิ้นส่วนที่เป็น โลหะ มากขึ้นเรื่อยๆครับ พอจะนึกภาพรถบังคับวิทยุที่เราเข้าไปขับได้ ออกหรือยังครับ</p>
<p>แล้วพบกันใหม่นะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.icarmagazine.com/06/02/2009/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%95%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%97-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

